|
ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน 49 ขุนนางใหญ่ภายใต้การนำของแชซกจูนั้นได้ทูลขอให้พระเจ้าจองโจทรงถอนรับสั่งที่เคยรับสั่งไป แต่พระเจ้าจองโจกลับไม่ทรงเปลี่ยนแปลงพระทัย พระเจ้าจองโจทรงมีรับสั่งว่าถ้าหากขุนนางใหญ่คนใดไม่น้อมรับรับสั่งของพระองค์ ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรับใช้ราชสำนักอีกต่อไป หลังจากที่พระเจ้าจองโจทรงรับสั่งแล้วพระองค์ก็เสด็จออกจากที่ประชุมขุนนาง แชซกจูเห็นพระเจ้าจองโจทรงไม่อ่อนข้อให้จึงกลับไปคิดหาหนทางใหม่ อีกด้านหนึ่งนั้น แชซกจูและบรรดาขุนนางใหญ่ต่างไม่พอใจการตัดสินพระทัยของพระเจ้าจองโจ ด้วยเหตุนี้บรรดาขุนนางใหญ่จึงพากันไม่รับขุนนางใหม่เข้าทำงานในสังกัดของพวกตน ทำให้บรรดาขุนนางใหม่เกิดความไม่พอใจขึ้นมา เนื่องจากบรรดาขุนนางใหญ่เป็นขุนนางที่สูงวัยทั้งนั้น ดังนั้นจึงมีน้ำอดน้ำทนมากกว่าจึงทำให้หลีกเลี่ยงการปะทะไปได้ ไม่เช่นนั้นแล้วจะต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่อย่างแน่นอน พระเจ้าจองโจทรงปรึกษาหารือวิเคราะห์ถึงคำพูดของบรรดาขุนนางใหญ่ ในที่ประชุมขุนนางกับฮงกุกยอง แชจีคยองและนัมซาโช พระเจ้าจองโจทรงไม่ไหวเอนไปกับคำพูดของบรรดาขุนนางใหญ่เลยแม้แต่น้อย จากนั้นพระเจ้าจองโจก็ทรงมอบหนังสือราชการจำนวนหนึ่ง ให้ฮงกุกยองนำไปแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง ฮงกุกยองมอบหมายงานให้เทซูและพวกไปทำ พระมเหสีโยอึยเสด็จไปที่ศูนย์ศิลปะและให้ซองซงยอนพาเดินชม ก่อนจะตรัสว่า ทรงอยากรู้ว่าที่นี่สำคัญกับซองซงยอนแค่ไหน และจะยอมออกจากที่นี่หรือเปล่าถ้าจำเป็น "เอ่อ พระมเหสี เอ่อ หม่อมฉันขอบังอาจทูลถาม ที่มีรับสั่ง ทรงหมายความว่าไงเพคะ จะให้หม่อมฉันออกจากที่นี่หรือ เพราะอะไรเพคะ" "อีกไม่นาน จะมีประกาศคัดเลือกพระสนม และข้าก็จะเสนอให้เจ้าเป็นสนมเอก เพื่อไปอยู่ในวังด้วยกัน" "อะไรนะเพคะ เอ่อ พระมเหสี หม่อมฉันไม่เข้าใจ" "หึ ไปอยู่ในวังเถอะนะ เมื่อเป็นสนมแล้ว เจ้าจะได้อยู่กับฝ่าบาททุกวันไง" "เอ่อ พระมเหสี" "ทุกวันนี้ฝ่าบาท เหมือนอยู่บนเส้นทางที่วิบากนัก แต่พระองค์ก็ไม่ทรงกลัว ยิ่งมีอุปสรรคก็ยิ่งอยากเผชิญ ที่สำคัญ ยังมีพระปณิธานอันใหญ่หลวง จนทุกวันนี้ ฝ่าบาทเหมือนจะทรงเครียดมาก ข้ารู้ว่าถ้าเป็นเจ้า จะสามารถปลอบพระทัยให้ฝ่าบาททรงสำราญได้ มีแต่เจ้าเท่านั้น ถึงจะชดเชยความอ้างว้างของฝ่าบาท ซึ่งข้าไม่มีวันทำได้" "เอ่อ พระมเหสี" "แน่นอน ข้าคงไม่ฝืนใจเจ้าให้เป็นสนมหรอก เพราะถ้าไปอยู่ในวัง เจ้าก็ต้องเลิกล้มความฝันที่จะเป็นช่างเขียนรูป มันคงจะเป็น การตัดสินใจที่ยากพอดู แต่ยังไงข้าก็หวังว่า เจ้าจะไตร่ตรองให้ถ่องแท้ เพราะฝ่าบาททรงเหนื่อยล้าและไม่มีใคร คงหวังให้เจ้า ไปเป็นเพื่อนคู่พระทัยบ้าง ตัดสินใจได้เมื่อไหร่รีบบอกข้าด้วย แต่หวังว่า ข้าคงไม่ต้องรอคำตอบจากเจ้านานนัก" พระพันปีเฮคยองเรียกฮงกุกยองมาพบ พระพันปีเฮคยองบอกฮงกุกยองว่าจะรับน้องสาวของฮงกุกยองเข้าวังหลวง "เอ่อ แต่ว่าพระพันปี หม่อมฉัน เป็นข้าราชบริพารของฝ่าบาท ถ้าให้เกี่ยวดองเป็นพระญาติละก้อ" "ยังไม่เข้าใจอีกหรือ ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนสนิทของฝ่าบาท,ถึงได้เสนอเรื่องนี้ขึ้นมา จริงอยู่อาจมีคนอื่นที่เหมาะสมกว่า แต่ดูจากความวุ่นวายในราชสำนักแล้ว คิดว่าเรื่องนี้คงจะรอช้าไม่ได้ เพราะตอนนี้ฝ่าบาท ต้องการการสนับสนุนจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะเจ้าซึ่งเป็นคนสนิทที่ใกล้ตัวก็ควรมีอำนาจมากขึ้น และยังมีอีกข้อหนึ่ง คือปัญหาที่ฝ่าบาทไม่มีทายาทซะที ข้าจึงอยากให้มีโอรสเร็วๆ เพื่อให้บัลลังก์ของฝ่าบาทมีความมั่นคงมากขึ้น แม้ว่าการทำแบบนี้ เจ้าจะเป็นที่ครหาว่าคิดขยายอิทธิพล แต่ข้าเชื่อว่า ถ้าเจ้ามีอำนาจเมื่อไหร่ จะไปช่วยฝ่าบาททำงานให้มากขึ้น เป็นไงบ้าง ข้าเชื่อในความภักดีของเจ้า แล้วเจ้าจะทำให้ข้าสมหวังได้หรือเปล่า" "พระพันปี" องค์ชายลีซานตรัสถามฮงกุกยองถึงเรื่องเตรียมการสอบไปถึงไหนแล้ว "มีสนามสอบฝ่ายบุ๋น 6 แห่ง ฝ่ายบู๊ 4 แห่ง ล้วนเตรียมพร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ" "แต่ว่าฝ่าบาท ฝ่ายปกครองและฝ่ายกลาโหมมีตำแหน่งว่างมากที่สุด คิดว่าตอนคัดเลือก คงจะเป็นงานหนักพ่ะย่ะค่ะ" "ก็สมควรอยู่หรอก การคัดเลือกขุนนางรวดเดียว 2 พันคน ไม่ใช่เรื่องทำได้ง่ายๆ ต้องดูประวัติการศึกษาและคุณสมบัติให้ครบ ถึงจะรับเข้ามาได้รู้มั้ย" "หม่อมฉันจะดูแลเต็มที่พ่ะย่ะค่ะ" แชจีคยอมกล่าว "หม่อมฉันก็จะช่วยอีกแรงพ่ะย่ะค่ะ" "ทุกคนไปรอที่ห้องอักษรก่อน เดี๋ยวข้าตามไป" แชจีคยอม นัมซาโช และฮงกุกยองรับคำพร้อมกัน "พ่ะย่ะค่ะ" องค์ชายลีซานเสด็จไปและพบกับซองซงยอน "ทำไมวันนี้กลับค่ำล่ะ" "เอ่อ เพคะ ต้องไปคุยกับกรมพิธีการเกี่ยวกับเรื่องสอบ กว่าจะรอทุกคนมาครบ ทำให้เลยเวลาไปมาก" "เพราะคำสั่งของข้า ทำให้เจ้าลำบากด้วย เราจะมีการสอบขุนนาง พวกเจ้าคงต้องเตรียมงานเยอะสินะ" "ลำบากอะไรเพคะ ไม่มีซักนิด เมื่อเราเป็นช่างเขียนก็ต้องทำงานพวกนี้อยู่แล้ว" "หึ นั่งลงก่อนสิ" "เอ่อ ฝ่าบาท หม่อมฉันคงไม่เหมาะจะ" "ไม่เป็นไร นั่งเถอะ" "หึ หึ เอ่อ แต่ว่าฝ่าบาท ดูพระพักตร์ไม่ค่อยดีนะเพคะ" "งั้นหรือ" "เพคะ เทียบกับวันก่อนที่เจอ พระพักตร์ดูซูบผอมไปเยอะ หรือว่า ทรงประชวรตรงไหนหรือเปล่าเพคะ" "เปล่าหรอก แต่อาจเพราะว่า หลายวันนี้ไม่ค่อยได้กินอะไรเลยดูเพลียๆ" "หา ฝ่าบาทไม่ได้เสวยหรือเพคะ" "เพราะมัวแต่ทำงาน บางทีก็ลืมเรื่องอาหารไปบ้าง" "เอ่อ แต่ว่า แบบนี้มันไม่ดีนะเพคะ ถึงจะยุ่งแค่ไหน ก็ควรถนอมพระวรกายให้มาก ถ้าทรงประชวรจะเป็นเรื่องใหญ่ ทำไมละเลยเวลาเสวยได้ล่ะ เพคะ หึ ฝ่าบาท" "น่าแปลกจริงๆ เวลาฟังพวกซังกุงบ่นเรื่องนี้ ข้าจะรู้สึกรำคาญ แต่พอเจ้ามาบ่น ข้ากลับชอบมาก" "เอ่อ ฝ่าบาท" "ไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวข้าจะไปกินข้าวให้อิ่ม พอใจหรือยัง" "หึ ถือเป็น คำสัญญาได้ไหม" "ได้สิ ถือเป็นสัญญา" วันรุ่งขึ้นเป็นวันคัดเลือกขุนนางฝ่ายบุ๋น หอศิลป์ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่จดบันทึก หัวหน้าหอศิลป์คัดเลือกจิตรกรจำนวนหนึ่งเข้าไปในวังหลวงเพื่อทำหน้าที่จดบันทึก ซองซงยอนเป็นหนึ่งในบรรดาจิตรกรที่ถูกคัดเลือก เมื่อซองซงยอนและพวกเข้าไปที่สนามสอบก็รู้สึกแปลกใจเมื่อพบว่ามีผู้มาคัดเลือกน้อยมาก ซองซงยอนพบว่ามีพิรุธ หลังจากที่นัมซาโชและฮงกุกยองรู้เรื่องนี้ก็รีบนำความทูลพระเจ้าจองโจทันที พระเจ้าจองโจทรงเสด็จมาที่สนามสอบด้วยพระองค์เอง พระเจ้าจองโจทรงพบว่ามีบัณฑิตเข้ามาสอบคัดเลือกน้อยมาก พระองค์จึงทรงมีรับสั่งให้ฮงกุกยองสืบหาความจริงว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ แชซกจูและบรรดาขุนนางใหญ่ต่างไม่พอใจที่พระราชาทรงไม่ถอนรับสั่ง หลังจากที่ทุกคนปรึกษาหารือกันแล้วก็พากันไปเข้าเฝ้าพระหมื่นปีจองซุนเพื่อปรึกษาหารือว่าจะรับมือกับพระราชาอย่างไรดี เดิมทีพระหมื่นปีจองซุนก็อับจนหนทาง แต่เมื่อแชซกจูกล่าวรายชื่อขุนนางเก่าแก่คนหนึ่งขึ้นมาก็ทำให้พระหมื่นปีจองซุนทรงตระหนก แท้ที่จริงแล้วขุนนางคนนี้เป็นใครกันแน่ แชซกจูทูลพระมเหสีจองซุนว่าถ้าหากขุนนางที่ว่านี้ให้ความช่วยเหลือ เชื่อว่าพระเจ้าจองโจจะไม่มีท่าทีแข็งกร้าวเช่นนี้อย่างแน่นอน เมื่อคิดได้เช่นนั้นแชซกจูก็ไปเชื้อเชิญขุนนางเก่าที่ว่านั้นด้วยตนเอง แชซกจูวิงวอนขอร้องอยู่นานจนขุนนางเก่ายอมให้เข้าพบ ที่แท้ขุนนางเก่าที่ว่านี้เป็นขุนนางที่มีความดีความชอบมากมายในสมัยอดีตพระราชา คำพูดของขุนนางคนนี้ไม่เพียงเป็นที่เกรงพระทัยของอดีตพระราชา น้ำเสียงของขุนนางคนนี้ก็น่าเกรงขาม แม้แต่ชาวบ้านต่างพากันยำเกรงขุนนางคนนี้เป็นอันมาก แชซกจูบอกขุนนางเก่าว่าบรรดาขุนนางใหญ่ในราชสำนัก ต่างไม่พอใจรับสั่งของพระเจ้าจองโจเป็นอันมาก ถ้าหากต้องการให้ราชสำนักกลับสู่ทำนองคลองธรรมจะต้องให้ใต้เท้าช่วยออกหน้า เชื่อว่าถ้าใต้เท้าออกหน้าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นแน่นอน ใต้เท้ามีความเห็นเป็นประการใด ที่แท้ขุนนางเก่าผู้นี้มีชื่อว่าชางแทวู ชางแทวูเล่าถึงสาเหตุที่ออกจากราชการให้แชซกจูและพวกฟัง จากนั้นชางแทยูก็รับปากให้ความช่วยเหลือ ชางแทยูเข้าวังหลวง ภารกิจแรกที่ชางแทยูทำคือเกลี้ยกล่อมบัณฑิตไม่ให้เข้าสอบคัดเลือกเป็นขุนนาง เรื่องนี้สร้างความกลัดกลุ้มพระทัยให้พระเจ้าจองโจยิ่งนัก ทรงตรัสถามชางแทวู "พ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันขอบังอาจทูลว่า เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะการสอบคราวนี้ ถือว่าผิดต่อระเบียบปฏิบัติ หากจะคล้อยตาม คงไม่ใช่วิสัยของผู้เป็นบัณฑิต" "ผิดระเบียบปฏิบัติหรือ หมายถึงข้าใช่ไหม ถ้าอย่างงั้น แล้วฝ่ายของท่านล่ะ แบ่งพรรคแบ่งพวกกีดกันคนนอก กุมอำนาจบริหาร ถือตนเป็นใหญ่ ทำอะไรตามใจชอบ แบบนี้ถือว่าถูกต้องแล้วหรือไง" "พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทรับสั่งถูกแล้ว ทุกอย่างในโลกล้วนมี 2 ด้าน มีดำก็มีขาว มีฝ่ายถูกก็มีฝ่ายผิด แล้วฝ่ายผิดคืออะไร คือฝ่ายที่ต้องเสียสละมากกว่าคนอื่น ทุกวันนี้กลไกที่ขับเคลื่อนบ้านเมือง เป็นระบบที่มาจากขั้วอำนาจเก่า ซึ่งข้อนี้แม้แต่อดีตพระราชาก็ไม่กล้าทรงปฏิเสธ แม้จะจำใจยอมรับ ก็เพื่อให้บ้านเมืองได้อยู่อย่างมั่นคงต่อไป แต่ฝ่าบาทจะทรงปฏิเสธ แนวทางของอดีตพระราชาได้หรือพ่ะย่ะค่ะ" "ไม่ใช่ ต่อให้เป็นนโยบายของเสด็จปู่จริงก็ควรดูว่าเหมาะหรือไม่ ข้าคิดว่าหลักสำคัญในการบริหารบ้านเมือง คือความปรองดองจากทุกฝ่าย เช่นเดียวกับพิณต้องมี 5 สาย ถึงจะบรรเลงเพลงได้อย่างไพเราะ ขุนนางไม่ว่าใหม่และเก่า ชายหรือหญิงควรมีสิทธิ์เท่าเทียม ไม่ใช่ใครไม่เห็นด้วยกับเรา ก็ฆ่ามันให้หมด แต่ต้องยอมรับในความต่าง แล้วปรับใช้ให้สมดุลต่างหาก นี่คือระบบที่เราต้องนำมาใช้จริง และเสด็จปู่ก็เคยเห็นชอบ ที่จะให้ดำเนินการตามนี้ จึงอยากให้ท่านฟังให้ดี ไม่ว่าท่านจะแผลงฤทธิ์อะไรอีก ข้าก็ไม่มีวันอ่อนข้อให้ อีก 6 วันข้างหน้าจะให้มีการสอบใหม่ และจะเปิดทางให้ลูกอนุฯ และอดีตขุนนางมามีส่วนร่วม ในการบริหารประเทศด้วย "งั้นก็แปลว่า ยังไงการสอบก็จะเป็นโมฆะ" "ว่าไงนะ" "ฝ่าบาทซึ่งเป็นประมุขแห่งโชซอน กลับมีพระดำริแหวกแนวแล้วจะให้คนอื่นยอมรับได้ยังไง หน้าที่ของขุนนางคือถวายคำแนะนำในทางที่ถูก ฉะนั้นหม่อมฉันแม้จะแลกด้วยชีวิต ก็ต้องขัดขวางการตัดสินพระทัยที่ผิดพลาด" "ใต้เท้า" พระเจ้าจองโจทรงอึ้งไป "แม้ว่าฝ่าบาทจะทรงเป็นพระราชา แต่ว่า พระราชาไม่ได้มีแค่องค์เดียวเท่านั้น ราชวงศ์นี้มีมากว่า 400 ปี อาศัยขุนนางค้ำจุนมาตลอดและอนาคตก็ยังจะเหมือนเดิม ถ้าฝ่าบาทจะทรงคิดแก้ไขระบบเหล่านี้ หม่อมฉันขอทุลว่า ฝ่าบาทจะได้เห็นพลังของบัณฑิตและมวลชน ว่ามีมากขนาดไหน" จากนั้นไม่นานแชจีคยอมก็บ่นให้พระเจ้าจองโจรับทราบว่า "ฝ่าบาท ยิ่งนานวันก็ยิ่งมีหนังสือลาออกมากขึ้น ไม่เพียงแต่ 6 กรมกอง แม้แต่ขุนนางระดับล่างก็พลอยตามแห่ ขอลาออกเป็นทิวแถวพ่ะย่ะค่ะ" "ไม่เพียงแค่นี้นะพ่ะย่ะค่ะ พอยื่นหนังสือลาออกแล้ว ทุกคนก็งดเข้าประชุม ทำให้หลายหน่วยงาน มีงานค้างอยู่เป็นจำนวนมาก" "เห็นว่ากรมปกครองตำแหน่งว่างมากที่สุด อดีตขุนนางที่เคยอยู่หน่วยนี้ว่ายังไง ป่านนี้น่าจะถึงเมืองหลวงแล้ว ไปดูซิว่าทำไมยังไม่มาอีก" "หม่อมฉันให้ทหารไปสืบข่าวแล้วพ่ะย่ะค่ะ" พวกเทซูไปสืบและรีบกลับมาบอกฮงกุกยอง แล้วฮงกุกยองก็รีบทูลพระเจ้าจองโจให้ทรงทราบ "อะไรนะ ขุนนางท้องที่ตั้งด่านสกัด ไม่ให้อดีตขุนนางเข้าเมืองหรือ" "พ่ะย่ะค่ะ อ้างว่าตั้งด่านเพื่อตรวจการลักลอบเข้าเมือง แต่จริงๆ คือดูว่าใครเป็นอดีตขุนนาง แล้วยัดเยียดข้อหาจับไปขังไว้ แต่ว่า เท่าที่สังเกต คือขุนนางท้องที่สมคบขุนนางในเมือง สกัดพวกอดีตขุนนาง ไม่ให้เข้าวังมารายงานตัวพ่ะย่ะค่ะ" "ฝ่าบาท ปัญหาไม่ได้อยู่แค่นี้ ต่อให้พวกเขาเข้าวังจริง ก็ดูได้แค่งานในภาพรวมเท่านั้น เพราะเจ้าหน้าที่ระดับล่าง ไม่มีใครเชื่อฟังและพร้อมจะผละงานได้ทุกเมื่อ" "ข้าจะไปดูด้วยตัวเอง ว่าสภาพในตัวเมืองเป็นยังไงแน่ รีบไปเตรียมตัวเดี๋ยวนี้" ชางแทวูกล่าวไว้ว่า "ถ้าราชสำนักเกิดความแตกแยก ผู้รับเคราะห์สุดท้าย ก็คือราษฎรที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ แต่มันก็ช่วยไม่ได้ เพราะทุกอย่างนี้ เกิดจากพระราชาที่หุนหันพลันแล่น ทำอะไรโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง ความเผด็จการของพระราชาจะส่งผลยังไงต่อบ้านเมือง อีกไม่นานฝ่าบาทก็จะรู้ด้วยตัวเอง" ชาวบ้านถูกขโมยเข้าบ้านสามหลังติดๆ กัน และมีชาวบ้านไม่สบายมาก ต้องส่งหมอไปช่วย พระเจ้าจองโจทรงเสด็จไปดูด้วยพระองค์เอง "หึ ฝ่าบาท" "ลำบากท่านจริงๆ" "ทำไมเสด็จมาถึงนี่ล่ะพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันขอบังอาจทูลว่า ให้เสด็จกลับไปดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ เพราะถ้าอยู่ที่นี่ อาจทรงมีอันตราย" "อันตรายหรือ หมายความว่าไง" "ตอนนี้กำลังมีโรคระบาดอยู่ คนไข้ส่วนใหญ่ที่มานี่ ล้วนติดโรคระบาด อาการน่าเป็นห่วงพ่ะย่ะค่ะ" "ในเมืองมีโรคระบาดหรือ เกิดเมื่อไหร่ ทำไมข้าไม่เห็นรู้เลย" "เมื่อ 3 วันก่อน หม่อมฉันได้แจ้งไปยังกรมอนามัย แต่คิดว่าทางโน้นคงไม่ได้นำความขึ้นทูลพ่ะย่ะค่ะ เริ่มจากสะพาน “ควางเคียว” ที่เชื้อโรคแพร่ระบาด บวกกับเจ้าหน้าที่การแพทย์ที่มีน้อย ทำให้ไม่อาจควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ เพราะฉะนั้น เชิญเสด็จกลับวังหลวงเถอะพ่ะย่ะค่ะ" จบ 49 ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน 50 ที่สนามสอบ พระเจ้าจองโจทรงมีรับสั่งถามฮงกุกยองว่าเหตุใดจึงไม่มีบัณฑิตเข้าสอบคัดเลือกเป็นขุนนาง ทันใดนั้นเอง ชางแทวูก็มาเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจ ชางแทวูทักทายพระเจ้าจองโจโดยไม่ยำเกรงเบื้องสูงแม้แต่น้อย พระเจ้าจองโจทรงเชื้อเชิญชางแทวูไปที่ห้องพระอักษร จากนั้นพระเจ้าจองโจทรงมีรับสั่งถามชางแทวูถึงวัตถุประสงค์ที่มาเข้าเฝ้าพระองค์ ชางแทวูทูลพระเจ้าจองโจว่าต้องการเปลี่ยนแปลงพระราชาให้ถูกต้องตามธรรมนองคลองธรรม เมื่อพระเจ้าจองโจทรงสดับเช่นนั้นแล้วก็ไม่ได้ทรงมีท่าทีที่หวาดกลัวชางแทวูแม้แต่น้อย พระเจ้าจองโจทรงมีรับสั่งตอบกลับไปว่าไม่ว่าใครหรือสิ่งใดก็ตามก็ไม่สามารถทำให้พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงพระทัยเดิมไปได้ ชางแทวูทูลพระราชาว่าตนมาเข้าเฝ้าในครั้งนี้นั้นใช่ว่าไม่ได้มีการเตรียมการมาแต่อย่างใด ถ้าหากพระเจ้าจองโจทรงยังคงยืนยันตามพระราชประสงค์เดิม ตนก็จะงัดข้อกับพระเจ้าจองโจจนถึงที่สุด อีกด้านหนึ่งนั้น ฮงกุกยองเผชิญหน้ากับคนของชางแทวู ดูเหมือนว่าคนของชางแทวูรู้ดีว่าจะปฏิบัติตัวอย่างไรกับฮงกุกยอง คนของชางแทวูพูดจาไม่เกรงอกเกรงใจฮงกุกยองแม้แต่น้อย พระเจ้าจองโจทรงกลัดกลุ้มพระทัยด้วยปัญหาของแชซกจูและบรรดาขุนนางใหญ่ เมื่อพระมเหสีโยอึยทรงทอดพระเนตรเห็นเช่นนั้น พระนางก็ทรงเสด็จไปที่หอศิลป์เพื่อพบกับซองซงยอน เพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้นในหอศิลป์ ก็ร่ำลือกันว่าซองซงยอนจะเข้าไปเป็นพระสนมในเร็ววันนี้ แต่ก็มีหลายคนที่วิพากษ์วิจารณ์กันว่าหลังจากที่ซองซงยอนเข้าวังหลวงแล้วจะถูกกลั่นแกล้งสารพัด เนื่องจากในวังหลวงกล่าวขานกันว่าพระมเหสีโยอึยซึ่งประทับอยู่ที่ตำหนักหลวงจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อกำจัดบรรดานางสนม ถ้าหากเรื่องที่ซองซงยอนถูกเรียกตัวเข้าวังหลวงเป็นความจริง ซองซงยอนจะต้องพบภัยพิบัติใหญ่หลวงอย่างแน่นอน ซงยอนก็เกิดความกลัดกลุ้มใจขึ้นมา ขณะที่ปาร์กซายอง และเทซูกำลังดื่มเหล้าด้วยกันนั่นเองได้หยิบยกข่าวลือที่ซองซงยอนถูกเรียกตัวเข้าวังหลวงขึ้นมาพูดคุยกัน เทซูซึ่งเดิมทีรู้สึกขุ่นข้องหมองใจอยู่แล้วนั้นรู้สึกว่าถูกทำร้ายจิตใจเป็นอันมาก เนื่องจากเทซูตระหนัก ดีว่าซองซงยอนคิดอย่างไรกับพระเจ้าจองโจ แต่ตนก็ไม่กล้าเปิดเผยความในใจให้ซองซงยอนรู้ได้ ในเวลานี้เมื่อรู้เรื่องที่ ซองซงยอนถูกเรียกตัวเข้าวังหลวง ยิ่งทำให้ความรักที่มีต่อซองซงยอน ยากที่จะหักห้ามใจต่อไปได้ ตกดึก ขณะที่ซองซงยอนเดินทางกลับบ้านหลังจากที่ได้ไปเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจมาแล้วนั้น ซองซงยอนพบว่าเทซูยืนรอนางอยู่ ซองซงยอนเปิดเผยความรู้สึกที่มีต่อพระเจ้าจองโจให้เทซูรู้ ซองซงยอนยอมรับกับเทซูว่านางอยากเข้าวังหลวงเพื่อจะได้พบและได้ยินเสียงพระเจ้าจองโจทุกวัน นางอยากอยู่เคียงข้างพระเจ้าจองโจเพื่อคลายความกลัดกลุ้มพระทัยให้พระองค์ ซองซงยอนพูดด้วยน้ำตาคลอว่าแต่นั่นก็เป็นเพียงความฝันเท่านั้น ความฝันที่ไม่สามารถเป็นความจริงขึ้นมาได้ หลังจากที่เทซูฟังซองซงยอนพูดจบแล้ว เทซูก็เปิดเผยความในใจต่อซองซงยอน เทซูตัดพ้อว่าเหตุใดตนจึงไม่สามารถอยู่เคียงข้างซองซงยอนได้ เทซูถามย้ำซองซงยอนว่าตนไม่สามารถแทนที่พระเจ้าจองโจได้จริงหรือ ทุกครั้งที่ตนเห็นซองซงยอนเสียใจ ตนจะรู้สึกเสียใจยิ่งกว่า ตนไม่อยากให้ซองซงยอนต้องเสียใจอีกต่อไป เป็นไปไม่ได้จริงหรือที่ตนไม่สามารถแทนที่พระเจ้าจองโจ ในเวลานี้เองซองซงยอนถึงรู้ความจริงว่าเทซูรักนางมาก แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว ในเวลานี้หัวใจของนางได้มอบให้พระเจ้าจองโจไปแล้ว หัวใจนางไม่สามารถรับใครเข้ามาได้อีก ซองซงยอนกลับเข้าบ้านโดยไม่ปริปากพูดแต่อย่างใด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้คืนนี้ทั้งเทซูและซองซงยอนต่างนอนไม่หลับด้วยกันทั้งคู่ ถึงเวลาประชุมไม่มีเหล่าขุนนางมาประชุม พระเจ้าจองโจทรงเสด็จไปที่เหล่าขุนนางชุมนุมกันอยู่ "ไหนๆ ที่นี่ก็เป็นแหล่งชุมนุมของขุนนาง งั้นทีหลังก็ย้ายราชสำนักมาอยู่นี่ซะเลยดีกว่า ท่านจะเห็นด้วยมั้ย" ชางแทวูทูลว่า "ทรงอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ สิ่งที่หม่อมฉันทำ เพื่อให้ฝ่าบาททรงรู้ถึงหลักการปกครองที่ถูกต้อง โดยไม่เคยหวังเรื่องอื่น เป็นการแสดงความภักดีอย่างหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ" "งั้นหรือ ปล่อยให้ราษฎรเจ็บไข้ได้ป่วย ละทิ้งหน้าที่ที่พึงกระทำ ทั้งหมดนี้ เพื่อแสดงความภักดีต่อข้าหรือไง" "ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ขอเพียงฝ่าบาททรงขับไล่อดีตขุนนางและลูกอนุฯ พวกเราก็จะกลับไปทำงานทันที อีกทั้งจะช่วยฝ่าบาท บริหารราชการอย่างแข็งขันโดยไม่มีการบิดพลิ้วอีก" ชางแทวูต่อรอง "หรือก็แปลว่า ถ้าข้าไม่ตกลงก็คงได้เห็นดีไปข้างหนึ่ง อย่างงั้นใช่ไหม" "ทรงอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทคงต้องไตร่ตรองให้ดี" "ท่านพูดก็มีเหตุผล เหมือนที่ท่านเคยบอก คราวนี้ข้าเป็นฝ่ายผิดจริงๆ เพราะบ้านเมืองนี้ ไม่ใช่ของพระราชาคนเดียว ที่เป็นเสาหลักค้ำจุนคือขุนนางอย่างพวกท่าน ถ้าไม่มีขุนนาง ต่อให้ข้าเก่งแค่ไหน ก็ไม่สามารถบริหารบ้านเมืองต่อไปได้ คราวนี้ถือว่าข้าโง่เอง ต้องขอบคุณท่านเสนาซ้าย ที่ให้บทเรียนอันทรงคุณค่า" "ฝ่าบาท" "เชิญอ่านดู นี่คือคำตอบจากข้า หลังได้รับบทเรียนคราวนี้" "เอ่อ ฝ่า ฝ่าบาท นี่คือ" "เรื่องที่จะประกาศพรุ่งนี้ พวกท่านนึกว่าตัวเองเป็นต่อ ขู่ให้ข้ากลัวหน่อยแล้วข้าจะยอมอ่อนข้อ เห็นทีคงคิดผิดแล้ว เพราะฉะนั้น ที่ข้ามาเพื่อจะแสดงเจตนาชัดเจน เหมือนที่เขียนในจดหมาย อีก 5 วันข้างหน้า จะมีการสอบขุนนางอีกครั้ง" "ฝ่าบาท" "แต่ว่า คราวนี้จะต่างจากการสอบที่แล้วมา หากใครผ่านเกณฑ์คัดเลือก จะไม่ต้องเริ่มจากพื้นฐาน ให้เป็นขุนนางระดับ 7 ถึง 8 ได้ทันที ยิ่งใครได้คะแนนดี จะได้ตำแหน่งสำคัญเทียบเท่าระดับเจ้ากรม นอกเหนือจากนี้ ยังจะมีกฎว่า ใครมีคุณสมบัติแต่ไม่เข้าสอบ ข้าจะตัดสิทธิ์คนๆ นั้น ให้ภายใน 10 ปี ห้ามรับราชการไม่ว่าหน่วยงานไหนทั้งสิ้น" "ฝ่าบาท ทำแบบนี้ไม่ได้ ถือว่าผิดกฎนะพ่ะย่ะค่ะ จะทรงให้ราชสำนักแตกเป็นเสี่ยงๆ ได้หรือพ่ะย่ะค่ะ" "ใช่ ไหนๆ ก็ไหนๆ ถือโอกาสนี้แบ่งราชสำนัก ออกเป็นสองฝ่ายซะเลย ระหว่างที่ไม่มีพวกท่านมาทำงาน ทำให้ข้าเกิดความคิดบางอย่าง นั่นก็คือ ทางการไม่จำเป็นต้องมีหน่วยงานซ้ำซ้อนหรือเลี้ยงคนมากเกินไป หลังจากมองดูถึงรู้ว่า นั่นเพราะสมัยก่อนพระเจ้ายอนซันเพิ่มหน่วยงานโดยไม่จำเป็น หลังจากผ่านยุคนั้นมาแล้ว ความฟุ่มเฟือยก็ยังมีอยู่ เพราะฉะนั้น ข้าจึงคิดว่าจะปฏิรูประบบขุนนางให้ง่ายต่อการทำงานและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยถือเอาโครงสร้าง ในยุคก่อนพระเจ้ายอนซันมาประยุกต์ใหม่ ทุกหน่วยงาน ให้ดูจากหน้าที่และความรับผิดชอบเป็นหลัก ถ้างานซ้ำซ้อนก็รวมเป็นหนึ่งเดียวซะ สับเปลี่ยนตำแหน่งผู้บังคับบัญชา ให้ไปเรียนรู้งานของฝ่ายอื่น จะได้ไม่ยึดติดเกินไป ระดับล่างก็เหมือนกัน ตำแหน่งไหนไม่สำคัญหรือเป็นส่วนเกิน ถ้าไม่อยากออกก็ให้รวมกับคนอื่นซะ ถ้าตอนนี้พวกท่านจะกลับมา ข้าก็ไม่แน่ใจว่า ยังมีตำแหน่งไว้รองรับหรือเปล่า เข้าใจหรือยัง นี่คือสิ่งที่ข้าเรียนรู้ เหมือนที่ท่านเคยบอก ขุนนางคือเสาหลักของบ้านเมือง แต่ข้าก็ได้เรียนรู้ว่า สิ่งสำคัญกว่านั้นคือไม่ควรให้พวกเขากุมอำนาจจนข้าแทบทำอะไรไม่ได้เลย ท่านจะสอนข้าใช่ไหม งั้นก็ได้ ข้าก็จะสอนท่านเหมือนกันว่าอะไรคือหน้าที่ของขุนนาง รวมถึง จิตสำนึกของการเป็นขุนนาง ให้ทุกคน ได้รู้ซึ้งแก่ใจซะบ้าง" ชางแทวูและเหล่าขุนนางต่างอึ้งไปตามๆ กัน "ราชเลขา" พระเจ้าจองโจตรัสเรียกฮงกุกยอง "เอาคำสั่งที่ข้ามอบให้ ไปประกาศเดี๋ยวนี้" "พ่ะย่ะค่ะ นี่คืองานเฉพาะหน้า ที่ต้องเร่งดำเนินการในช่วงนี้ อันดับแรกคือหน่วยปราบปราม ต้องกำชับให้ดูแลสวัสดิภาพของราษฎรให้ดี ส่วนงานในเมืองหลวง ก็ให้กรมอาญาคอยดูแล สะสางงานที่เร่งด่วนไปก่อน และพอหลังจากสอบแล้ว ค่อยจัดระบบใหม่ให้เข้าที่เข้าทางกว่านี้พ่ะย่ะค่ะ" แชจีคยอมกล่าวต่อ "ส่วนกรมการศึกษาและวิทยาการที่จะรวมตัวกัน จะให้เชื้อพระวงศ์บางคนที่ว่างงานไปดูไว้ก่อน และให้คนของฝ่ายปกครอง ย้ายมาดูแลเรื่องสอบให้ผ่านไปก่อนพ่ะย่ะค่ะ" "เอาตามนี้แหละ พยายามลดความสูญเสียให้น้อย พวกท่านก็ช่วยกันสอดส่องละกัน" พระเจ้าจองโจตรัสกับพวกแชจีคยอม "พ่ะย่ะค่ะ" "ทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ" พวกขุนนางมาร้องขอให้พระเจ้าจองโจทรงพิจารณาใหม่ พระเจ้าจองโจทรงออกไปเผชิญหน้าและตรัสว่า "ข้าก็อยากทำตามกฎหมายเหมือนกัน แต่ตอนนี้ขุนนางทั้งหลายพากันยื่นหนังสือลาออก แล้วจะให้ข้าทำยังไง ลืมแล้วหรือว่า พวกท่านก็ได้ยื่นใบลาออกตามด้วย ที่สำคัญ พอข้าบอกให้กลับมา พวกท่านก็ทำเป็นไม่รับรู้อีก แล้วตอนนี้ จะมีสิทธิ์อะไรมาพูดกับข้า ให้รับฟังความเห็นพวกท่านก็แปลกไปแล้ว" ทุกคนตกใจ "ฝ่าบาท" "ถอยไปให้หมด นับแต่วันนี้ พวกท่านไม่ใช่ขุนนาง ไม่มีสิทธิ์ออกความคิดเห็น ขืนมาโวยวายที่นี่อีก ข้าจะเรียกทหารมาจับ และลงโทษให้หนักด้วย" พระเจ้าจองโจทรงไปตรัสกับพวกเชกา ทำให้เชกาตกใจ "เดี๋ยว ทรงรับสั่งว่าไงนะพ่ะย่ะค่ะ จะให้พวกเรา ดูแลงานของสามกรมใหญ่หรือพ่ะย่ะค่ะ" "เหมือนที่รู้อยู่ งานราชการต่างๆ จะหยุดชะงักไม่ได้ เพราะฉะนั้น เลยอยากให้พวกท่านดูแลไปก่อนชั่วคราว" "แต่ว่าฝ่าบาท เราเป็นแค่เจ้าหน้าที่ในหอตำราหลวง จะรับภารกิจด้านบริหารได้ยังไงพ่ะย่ะค่ะ" ชายแก่กล่าวว่า "ฝ่าบาท ที่จริงพวกเรา ยินดีถวายชีวิต แม้ให้บุกน้ำลุยไฟก็ไม่เกี่ยง แต่ว่า หากเป็นงานนี้ หม่อมฉันเห็นว่าไม่สู้เหมาะนัก" "ทำไมอย่างงั้นล่ะ ทำไมพวกท่านถึงทำแทนไม่ได้" "สามกรมใหญ่โดยเฉพาะที่ปรึกษานั้น มีหน้าที่ถวายคำแนะนำต่างๆ แต่ในภาวะที่ฝ่าบาททรงมีความขัดแย้งกับเหล่าขุนนาง แล้วให้เรามารับหน้าที่แทน ฝ่าบาทก็จะถูกครหาว่าทรงไม่เป็นกลางนะพ่ะย่ะค่ะ" ชายแก่กล่าว เชกากล่าวต่อว่า "และไม่เพียงเท่านี้ พวกเราได้รับพระเมตตาจากฝ่าบาท ทำให้ได้มายืนอยู่ตรงนี้ และถ้าจะให้พวกหม่อมฉันรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์อีก ก็เกรงว่าจะยิ่งผิดธรรมเนียมไปใหญ่นะพ่ะย่ะค่ะ" "นี่แหละถูกแล้ว พวกท่านทำแค่นี้ก็พอ ถ้าข้าทำอะไรผิดก็คอยตักเตือน บางครั้งอาจจะลุแก่อำนาจไปบ้าง ก็คอยหมั่นสังเกต อะไรที่ไม่ดีก็ชี้ให้เห็นถึงความบกพร่อง นี่คือหน้าที่ของพวกท่าน แค่นี้ ก็ถือว่าเริ่มต้นได้อย่างดีแล้ว ข้าไม่เห็นว่าถ้าจะใช้พวกท่าน มันเป็นความลำเอียงเข้าข้างตรงไหน เข้าใจมั้ย เพราะข้าไว้ใจพวกท่าน ถึงมอบหมายงานสำคัญให้โดยไม่ลังเล ก็แค่เอาอย่างตอนนี้ เห็นข้าทำอะไรไม่ถูกก็คอยเตือน ดึงให้กลับมาอยู่กับร่องกับรอยซะ เข้าใจหรือเปล่า" ทุกคนกล่าวพร้อมกัน "ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ" ทางด้านแชจีคยอมทูลพระเจ้าจองโจเรื่องอาการป่วยของชาวบ้าน "อาการของผู้ป่วยที่อยู่หน่วยแพทย์ชุมชน ทยอยดีขึ้นตามลำดับหลังจากได้รับยา โดยเฉพาะ คนที่ส่อแววเป็นพาหะนำโรค ก็ได้ลดจำนวนไปมากพ่ะย่ะค่ะ" "ช่างเป็นข่าวดีสำหรับข้านัก" "พ่ะย่ะค่ะ งั้นตอนนี้ก็ให้หมอดูแลผู้ป่วยไป ส่วนเจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่น ก็ย้ายมาดูเรื่องการสอบที่กำลังจะมีขึ้นดีมั้ยพ่ะย่ะค่ะ" "เอาตามที่ท่านว่า เพราะอีกสองวันก็จะมีการสอบแล้ว ข้าหวังว่า คราวนี้จะผ่านพ้นอย่างราบรื่น โดยได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย" "แต่ว่า จะมีบัณฑิตมาสอบหรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ ถ้าคราวนี้ ยังทำให้การสอบเป็นโมฆะอีก อาจทำให้ราชสำนักและฝ่าบาท เป็นที่ครหาของผู้คนได้" ทางด้านมินคนสนิทของชางแทวู ก็รายงานชางแทวูว่า "ใต้เท้าไม่ต้องห่วงครับ ไม่เพียงแต่สำนักบัณฑิต แม้แต่โรงเรียนทั่วเมืองก็ได้รับคำสั่งจากท่าน เชื่อว่าสอบคราวนี้ ยังคงต้องล้มเลิกเหมือนเดิมอีกครั้ง" "อย่าเพิ่งมั่นใจอย่างงั้น หลายคนเรียนหนังสือมาชั่วชีวิตก็เพื่อหวังเป็นขุนนาง หากรู้ว่าฝ่าบาทมีรับสั่งอย่างงั้นจริง ต้องมีใครบางคนหวั่นไหว ไม่ทำตามที่ข้าสั่ง" ฮงกุกยองทูลพระเจ้าจองโจว่า ขณะนี้เหล่าบัณฑิตพากันทยอยเดินทางมาแล้ว พระหมื่นปีจองซุนทรงมาพบฮงกุกยอง "พระหมื่นปี" "ไม่ต้องตกใจนักหรอก ที่ข้ามาหาเพราะมีเรื่องบางอย่างจะคุยกับเจ้า แถวนี้มีคนเยอะ เราจะยืนคุยกันอย่างงี้หรือ" พระหมื่นปีจองซุนตรัส "หม่อมฉันขอบังอาจทูลว่า ไม่มีอะไรต้องพูดคุยกับพระหมื่นปี เพราะฉะนั้น เชิญเสด็จกลับไปตำหนักซะ" "ข้าจะคุยเรื่องชางแทวู ถ้าเจ้าสนใจจริง ข้ามีวิธีทำให้คนๆ นี้กลับไปอยู่เมืองชางยองเหมือนเดิม ว่าไง เปิดโอกาสให้ข้าช่วยเจ้า ขจัดเสี้ยนหนามให้ฝ่าบาทดีมั้ย" พระพันปีเฮคยองทรงถามฮงกุกยองเรื่องจะให้น้องสาวมาเป็นสนม ฮงกุกยองยินดี จากนั้นพระพันปีเฮคยองก็ทรงให้ไปติดประกาศรับสมัครสนมใหม่ พระมเหสีโยอึยจึงนำเรื่องนี้ขึ้นไปทูลพระเจ้าจองโจ "หม่อมฉันมีเรื่องสำคัญจะมาทูล แม้จะรู้ว่ารบกวนฝ่าบาท แต่ก็ต้องมาเพคะ" "รบกวนอะไรกัน ไม่หรอก ว่ามา เจ้ามีเรื่องสำคัญอะไรหรือ" "ฝ่าบาท เช้าวันนี้ เสด็จแม่โปรดให้ติดประกาศเกี่ยวกับเรื่องรับสนมใหม่เพคะ" "ว่าไงนะ แล้วทำไม จนป่านนี้เพิ่งมาบอกข้าล่ะ แม้จะเป็นเรื่องของฝ่ายใน แต่ก็ควรให้ข้ารับรู้บ้างไม่ใช่หรือ" "ขอทรงอภัยเพคะ เพราะรู้ว่าฝ่าบาททรงงานหนักทั้งวัน เสด็จแม่เกรงว่าจะทำเป็นการรบกวนพระทัยเลยดำเนินการซะเอง ฝ่าบาทเพคะ ถึงขั้นนี้แล้ว ไม่มีอะไรสำคัญกว่าการมีทายาทสืบสันตติวงศ์ เพื่อให้บัลลังก์ยิ่งมีความมั่นคง เพราะฉะนั้น การเลือกพระสนมก็เพื่อสืบต่อราชวงศ์ หวังว่าฝ่าบาทจะทรงเห็นชอบด้วยนะเพคะ" "แล้วเจ้ายอมที่จะ ให้ข้ามีสนมหรือ หรือว่า เสด็จแม่ทรงตำหนิ" "ไม่มีเลยเพคะ จริงๆ หม่อมฉันเป็นคนเสนอเรื่องนี้เองด้วยซ้ำ ฉะนั้น ฝ่าบาทไม่ต้องทรงกังวล ว่าหม่อมฉันจะไม่สบายใจหรอกเพคะ" "เอาเถอะ ข้าเข้าใจ ในเมื่อเจ้ากับเสด็จแม่เห็นดี ข้าก็คงไม่คัดค้าน ปล่อยให้ไปจัดการละกัน" "หึ ขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ แต่ว่าฝ่าบาท หม่อมฉัน ยังมีบางอย่างที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ มาขอให้ฝ่าบาททรงอนุญาต" "งั้นหรือ ก็พูดมาสิ ไม่ว่าเจ้าจะขออะไร ข้าก็ให้ได้ทุกอย่าง ชุงจอน" "ฝ่าบาท ที่จริงหม่อมฉัน มีคนที่มองไว้แต่แรก จะให้มาเป็นสนมของฝ่าบาทเพคะ" "งั้นหรือ นางเป็นใครกัน" "ก็คือซงยอนเพคะ" "ชุงจอน" พระเจ้าจองโจทรงตกพระทัย "หม่อมฉัน อยากให้ซงยอน มาเป็นสนมของฝ่าบาทจริงๆ เพคะ ผู้หญิงคนนี้ ว่าไปก็มีคุณสมบัติเพียบพร้อม แม้จะไม่มีชาติตระกูล แต่หม่อมฉันเชื่อว่านางเหมาะจะเป็นสนมของฝ่าบาทยิ่งกว่าใครทั้งสิ้น ฝ่าบาททรงอนุญาต ให้นางมาถวายการรับใช้ เป็นพระสนมดีมั้ยเพคะ" "หึ แต่ว่าเจ้า" "ถ้าหากว่า ฝ่าบาทต้องมีพระสนมจริง หม่อมฉันก็เห็นว่า น่าจะเป็นคนที่โปรดปรานอยู่ก่อน และสามารถปลอบพระทัยฝ่าบาทได้ ซึ่งซงยอน เป็นคนที่จะอยู่เคียงข้างฝ่าบาทได้ดี หม่อมฉันเข้าใจถูกหรือเปล่าเพคะ โปรดอย่าทรงปฏิเสธ อย่าเห็นแก่หม่อมฉันจนตัดนางออกไปนะเพคะ นี่คงเป็นสิ่งเดียว ที่คนไม่เอาไหนอย่างหม่อมฉัน จะทำเพื่อฝ่าบาทได้ นอกจากนี้แล้ว หม่อมฉันก็เหมือนไม่มีประโยชน์เลย เพราะฉะนั้น ถ้าฝ่าบาททรงเห็นแก่หม่อมฉันจริง ก็โปรดให้หม่อมฉันได้ทำอะไรบางอย่าง ที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่าบาทบ้าง" จบ 50 เครดิต : http://www.oknation.net/blog/lakorn
|