|
ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน 75 แชจีคยอมนำรายงานการก่อสร้างประจำสัปดาห์นี้ถวายพระเจ้าจองโจ "หลายวันนี้รู้สึกว่า งานจะเดินเร็วขึ้นหรือเปล่า" "นั่นสิพะยะค่ะ เห็นบอกว่า เพราะเครื่องยกน้ำหนักของบัณฑิตชองช่วยผ่อนแรงได้มาก" นัมซาโชทูลว่า "ที่สำคัญยังช่วยประหยัดค่าแรงได้ถึง 4 หมื่นตำลึง ถือเป็นผลงานชิ้นใหญ่ของเขานะพะยะค่ะ" "ข้าก็คิดอย่างงั้น เลยว่าจะเลื่อนตำแหน่งให้เขาเป็นขุนนางขั้นสาม" "จะเลื่อนตำแหน่งหรือพะยะค่ะ" "
ที่จริงไม่เพียงแต่เขา งานก่อสร้างที่มีขั้นตอนยุ่งยาก ใช้เวลาแค่ 2
ปีครึ่งก็สำเร็จเรียบร้อย มันเป็นความร่วมมือของทุกฝ่ายด้วย
ฉะนั้นข้าจะมีปูนบำเหน็จให้ทุกคน และได้สั่งการไปอีกว่า
การบำเหน็จผลงานจะมีในวันถวายสักการะ จริงสิ งานนี้เตรียมการถึงไหนแล้ว" "ทุกฝ่ายกำลังประชุมอยู่ คาดว่าจะสรุปผลในเร็ววันนี้พะยะค่ะ" แชจีคยอมทูล "วันประสูติของเสด็จแม่ปีนี้ ข้าจะจัดให้ยิ่งใหญ่ที่สุด ฉะนั้นการเตรียมงาน ก็ต้องดูให้เรียบร้อยล่ะ" "น้อมรับพระบัญชาพะยะค่ะ" แล้ว
ก็มีข่าวเรื่องการเรื่อยขั้น ปรากฎว่าเทซูกับคังซกกีได้เลื่อน
ซอจังบูไม่พอใจและเครียดมาก ไม่ยอมพูดจากับทั้งสอง
เทซูจึงไปทูลพระเจ้าจองโจ "พูดแบบนี้หมายความว่าไง ให้ข้าเลื่อนตำแหน่งให้ซอจังบูแทนเจ้าหรือ ใช่ไหม" "พะยะค่ะ หม่อมฉันรู้ว่าที่ทรงทำแบบนี้เพราะตำแหน่งนายทหารขั้น 2 มีได้แค่สองคน เลยอยากให้เขา" "ไม่ ข้าเลื่อนเขาไม่ได้" "เอ่อ ฝ่าบาท" "เรื่องนี้ เป็นไปตามคำสั่งของข้า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพอใจของเจ้า" "เอ่อ ทรงอภัยด้วยพะยะค่ะ" "
การที่ข้าไม่เลื่อนตำแหน่งเขา เพราะผลงานมีน้อย บวกกับนิสัยหุนหันพลันแล่น
ฉะนั้นเรื่องนี้ เจ้าไม่ต้องพูดมากอีก กลับไปบอกให้เขารับรู้ไว้
ถ้าเดือนหน้าไม่มาทำงานอีก ข้าจะถือว่าขอลาออก" เทซูอึ้ง "เอ่อ คือ ฝ่า ฝ่าบาท" เทซูกลับไปบอกคังซกกีและพากันกลุ้มใจว่าจะพูดอย่างไรกับซอจังบูดี แชซกจูกับพวกขุนนางไปดูการฝึกซ้อมของพวกมินจีซู ซึ่งเขาบอกว่าทุกคนเตรียมพร้อมหมดแล้ว รอคำสั่งจากเขาคนเดียว คังซกกีให้ทหารตามพวกแชซกจูไปแต่ไม่ทัน เขากลับมารายงาน คังซกกีนำขึ้นทูลพระเจ้าจองโจทันที "ทรงอภัยด้วยพะยะค่ะ เพราะพวกเขาเตรียมม้าไว้ระหว่างทาง ทำให้เราตามไปไม่ทัน" เทซูทูลต่อว่า "ถ้าพวกเขาไปทางเขาพงวา จริง ก็แสดงว่าที่นั่น คงเป็นแหล่งซ่องสุมกำลัง ถ้าไงเราไปตรวจค้นเขาพงวาให้ทั่ว" "
ไม่ ถ้าไม่รู้แหล่งกบดานที่แน่ชัด หลับหูหลับตาไปค้น
เราจะแหวกหญ้าให้งูตื่นมากกว่า สุดท้ายก็จะกลายเป็นเสียแรงเปล่า
ข้าเคยบอกไว้ แค่เห็นพวกเขาไปชุมนุม เราคงทำอะไรไม่ได้ อีกอย่าง
เราไม่มีหลักฐานที่พวกเขาซ่องสุมกำลังด้วย เลยต้องรอคอยเวลา
ถึงจะรู้ว่านี่เป็นการเสี่ยง แต่ก็ต้องรอให้พวกเขาเผยโฉมมาเอง อย่าใจร้อน
ทหารบางส่วน ต้องกันไว้ดูแลงานสักการะอาทิตย์หน้า ฉะนั้น
ตอนนี้ต้องแบ่งกำลังให้ดี พวกเจ้าส่งคนไปอีก ตามดูพวกเขาไปเรื่อยๆ" "พะยะค่ะ น้อมรับพระบัญชา" ทั้งสองออกไป นัม
ซาโชทูลถามพระเจ้าจองโจว่า "ฝ่าบาท หม่อมฉันขอถาม
แค่ให้คนสังเกตการณ์ก็พอหรือพะยะค่ะ เกิดพวกเขามีการวางแผนชั่วจริง
คงจะทำอย่างมิดชิดและรอบคอบ ไม่ให้ใครเห็นพิรุธอย่างแน่นอน" "ท่านพูดก็ถูก ฉะนั้น เลยต้องให้พวกเขาเผยไต๋มาเอง รอดูไปเถอะ" ซอ
จังบูได้ยินชาวบ้านเทิดทูนพระเจ้าจองโจก็ไม่พอใจ ทำให้ถูกชาวบ้านรุมซ้อม
จนมินจีซูมาช่วยไว้ และเขาก็คาดหวังจะให้ซอจังบูมาเป็นพวก
ยิ่งรู้ว่าซอจังบูโดนอะไรมาบ้าง แถมเขากลับไปฝึกทหาร
ก็โดนบอกให้ไปรับผิดชอบงานอื่นแทนยิ่งทำให้ซอจังบูแค้นใจมาก พระเจ้าจองโจทรงยืนทอดพระเนตรไปไกล พระหมื่นปีจองซุนเห็นก็เข้ามาทรงทัก "มีอะไรทำให้ฝ่าบาทกังวลใจหรือ ดูเหมือนสีหน้าไม่สู้ดีด้วย ทำไมออกมายืนที่นี่คนเดียวล่ะ" "เปล่าเลย ไม่มีอะไรทำให้หม่อมฉันกลุ้มใจได้ เพราะเห็นอากาศดี เลยออกมารับแดดซักครู่เท่านั้น" "
งั้นหรือ งั้นก็โล่งอกไปที เรากำลังจะมีงานฉลองเมืองใหม่
เกิดฝ่าบาทไม่สบายขึ้นมาคงจะแย่ ขอให้รักษาสุขภาพดีๆ ไหนๆ
ก็ทุ่มเทเพื่อเมืองใหม่ขนาดนี้ ยังไงก็ตาม
น่าจะได้ชื่นชมผลงานให้คุ้มหน่อย" "แน่นอน หม่อมฉันก็หวังอย่างงั้น ทุกอย่างจะจบลงด้วยดี ไม่ต้องทรงเป็นห่วงแทนหรอก" "หึ ได้ งั้นข้าขอตัวไปที่อื่นก่อน" มิ
นจีซูมาพบแชซกจู ขากลับเจอกับซอจังบูและทหาร ทำให้ถูกตามล่า
ซอจังบูเห็นเป็นมินจีซูที่เคยช่วยเขาไว้จึงบอกให้หนีไป
และสั่งทหารว่าไม่ให้บอกใครว่าจับคนร้ายไม่ได้
แชซกจูรู้ก็ไปทูลให้พระหมื่นปีจองซุนทราบ "ว่าไงนะ เป็นความจริงหรือนี่" "จริงพะยะค่ะ ดูเหมือนว่าฝ่าบาท รับสั่งให้คนสะกดรอย ดูพวกเราอยู่เงียบๆ เผื่อจะเห็นช่องโหว่ จะได้เล่นงานทันที" "หึ แต่ได้ยินว่า มินจูซีติดต่อคนของหน่วยพิทักษ์ราชย์ได้คนหนึ่ง เป็นความจริงหรือเปล่า" "ตอนนี้ยังไม่มั่นใจเท่าไหร่ แต่ว่า ถ้าโชคดีละก้อ เราอาจได้ผู้ช่วย ที่เป็นคนในของฝ่าบาทมาเป็นกำลังสำคัญ" "เดี๋ยวก่อน เรื่องนี้อย่าเพิ่งด่วนสรุป เราต้องดูคนๆ นั้นให้ดี ข้าอยากรู้ว่าเรื่องเป็นมายังไงกันแน่" "หม่อมฉันเข้าใจ แต่ว่า เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เราน่าจะเปลี่ยนแผนซักนิดดีมั้ยพะยะค่ะ" "เปลี่ยนแผนหรือ หมายความว่าไง" "
ถ้าฝ่าบาททรงจับตาดูความเคลื่อนไหวของเราจริง ไม่แน่ว่า
อาจทรงเห็นพิรุธบางอย่างก็ได้ เพราะงานนี้เกี่ยวพันถึงชีวิตพวกเราทุกคน
จะให้ผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด ฉะนั้น เมื่อฝ่าบาททรงเกิดความระแวง
เราก็ควรลงมือก่อน เล่นงานให้ตรงจุด อย่าได้รอช้า" "เล่นงานให้ตรงจุด หมายความว่าไง" เวลาเดียวกันพวกเทซู คังซกกี ก็กำลังคุยกันเรื่องกำหนดการ "กำหนดการเสด็จออกมาแล้ว พรุ่งนี้เช้าเคลื่อนขบวนออกทางประตู “ทุนวา” ฉะนั้น คนที่ถวายอารักขา ต้องเตรียมการก่อนหน้าให้พร้อม" "ไม่ต้องห่วง เรื่องนี้เราได้เตรียมพร้อมหมดแล้ว" นัมซาโชบอกว่าพระเจ้าจองโจเสด็จมา เทซูจึงทูลว่า "นี่คือ 24 จุดสำคัญ ระหว่างทางเสด็จไปป้อมฮวาซอง เราจะวางทหารไว้ทุกจุด เพื่อถวายอารักขาอย่างเข้มงวด" "แล้วการดูแลป้อมในเวลากลางคืนล่ะ" "พร้อมแล้วทุกด้านพะยะค่ะ" "งานฉลองเมืองใหม่คราวนี้ เราจะให้แสดงศักยภาพของไพร่พล ฉะนั้น อย่าให้มีอะไรผิดพลาดได้ล่ะ" "พะยะค่ะ" "แต่ว่า ทำไมเมื่อวานไม่ได้รับรายงานการสะกดรอย เกิดอะไรขึ้นน่ะ" "เอ่อ เพราะว่า ไม่มีอะไรผิดสังเกตพะยะค่ะ" เทซูทูล "งั้นหรือ พรุ่งนี้ก็จะเดินทางแล้ว พวกเขาจะไม่เคลื่อนไหวอะไรบ้างเลยหรือ" พระเจ้าจองโจทรงสงสัย คังซกกีทูลว่า "เพราะป้อมฮวาซองมีทหารมากมายคอยเฝ้า พวกเขาเลยไม่กล้าทำบุ่มบ่ามก็ได้พะยะค่ะ" "นั่นสิ ว่าแต่ ทำไมไม่เห็นซอจังบูล่ะ" "เอ่อ เห็นว่าไม่ค่อยสบาย ออกเวรตั้งแต่บ่ายพะยะค่ะ" "งั้นหรือ เขาเป็นอะไร ไม่สบายตรงไหน" พระเจ้าจองโจทรงเป็นห่วง มินจีซูให้คนไปนัดซอจังบูออกมาพบ "กล้าดียังไงให้คนมาหาข้า ไม่กลัวข้าจะจับท่านหรือไง" "ที่ข้ายอมเสี่ยงมาอยู่ที่นี่ ก็เพื่อจะพบท่านซักครั้ง เชิญดื่มก่อนดีมั้ย" "ช่างเถอะ มีอะไรก็ว่ามา" "
ได้ข่าวว่า คราวนี้ท่านไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง คนอื่นผลงานน้อยกว่า
ยังได้ดิบได้ดีไปหมด ข้าเข้าใจความรู้สึกของท่านดี
เพราะเคยผ่านจุดนี้มาก่อน อุตส่าห์ทำงานให้คนๆ หนึ่ง
สุดท้ายกลับถูกมองข้ามไม่เห็นความดี ข้าเข้าใจความรู้สึกนี้ที่สุด" "ถ้าเป็นห่วงข้าละก้อ ขอบอกว่าไม่จำเป็น เพราะว่า ข้าไม่อยากยุ่งกับท่าน และไม่สนใจด้วย" "แต่ข้ามีบางอย่างให้ท่านสนใจ" ถึงวันเดินทาง พระเจ้าจองโจทรงคิดถึงพระสนมซองซงยอน ทรงบอกกับนางในพระทัยว่า "ไปด้วยกันนะซงยอน ข้าอยากให้เจ้าเห็น เมืองใหม่ที่ข้าสร้างขึ้น" เทซูประกาศให้ทหารทราบทั่วกันว่า "
การเสด็จคราวนี้ เพื่อไปป้อมฮวาซอง ใช้การเดินทางทั้งหมด 8 วัน ฉะนั้น
ต่อหน้าชาวเมืองทั้งหลาย
จึงต้องแสดงถึงพระบารมีของฝ่าบาทและความยิ่งใหญ่ของราชสำนัก
หน้าที่ของทหาร จึงต้องดูแลอย่างเข้มงวด ฉะนั้น
ทุกคนต้องตั้งใจถวายอารักขา จนกว่าฝ่าบาทจะเสด็จกลับมาอย่างปลอดภัย
ถ้ามีอันตรายก็ต้องปกป้องด้วยชีวิต เข้าใจหรือเปล่า" "เข้าใจครับ" คัง
ซกกีกล่าวต่อว่า "ตอนนี้ข้าจะแบ่งหน้าที่ สำหรับทหารแต่ละหน่วย หน่วยหนึ่ง
ประตูทุนวา หน่วยสอง ถนนจองโน หน่วยสาม ประตูซึนยี หน่วยสี่ ถนนซกโว ทางด้านปาร์คยองมุนก็สั่งช่างภาพทุกคนให้เก็บภาพเหตุการณ์ให้ครบ "แล้วพิธีถวายสักการะพรุ่งนี้ และการแสดงของทหารจะแบ่งงานยังไง" ปาร์คยองมุนถาม "ครับ งานช่วงเช้าเป็นหน้าที่ช่างเขียนกัม ส่วนการแสดง เป็นหน้าที่ข้ากับช่างเขียนลีครับ" "อึม การแสดงในเวลากลางคืน มักจะเขียนรูปลำบาก แต่ยังไง ทุกคนก็ต้องทำให้ดีล่ะ" ด้านมินจูซีก็ทราบจากแชซกจูว่ามีการเปลี่ยนแผน "คืนพรุ่งนี้ที่มีการแสดงกำลังพล จะมีการสับเปลี่ยนเวรยามใหม่ ทำให้เปิดทางให้พวกเจ้าลำบากกว่าที่คิด" "สรุปแล้วยังไงกันแน่ครับ เราจะยกเลิกแผนที่วางไว้" "
ไม่ ไม่ใช่อย่างงั้น หึ พรุ่งนี้ฝ่าบาท หลังจากถวายสักการะแล้ว
ช่วงบ่ายจะใช้เส้นทางนี้ เสด็จไปวัดยงจู และช่วงนี้
คือเวลาที่ฝ่าบาททรงปลอดจากทหารคุ้มกันทั้งหลาย
เพราะจะสนทนาธรรมกับนักบวชหลายรูปเพียงลำพัง
และช่วงนี้ภายนอกของวัดจะมีทหารคุ้มกัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนของเรา
จะแอบเปิดทางให้พวกเจ้า มีเวลาให้พวกเจ้าทำงาน ไม่เกินครึ่งชั่วยาม
พลาดจากนี้แล้วสถานการณ์จะเปลี่ยน เพราะอีกครึ่งชั่วยาม
หน่วยพิทักษ์ราชย์ที่อยู่ด้านนอกของวัด
จะมาสมทบกับฝ่าบาทเพื่ออารักขาในการเสด็จกลับ ที่สำคัญ
ระหว่างที่พวกเจ้าลงมือ เราจะแกล้งไปที่อื่นซะก่อน
ให้มีทหารบางส่วนคอยคุ้มกันเราก็พอ เข้าใจมั้ย" "ครับใต้เท้า หึ" กลางคืนพระเจ้าจองโจทรงอ่านฎีกาที่ได้รับมามากมาย ชางแทวูมาขอเข้าเฝ้า "แล้วความหมายของท่านคืออะไร ข้าใช้ป้อมฮวาซองลดอำนาจของขุนนาง เป็นความคิดที่ไม่ถูกงั้นหรือ" พระเจ้าจองโจทรงถาม "
ใช่แล้วพะยะค่ะ หลายร้อยปีที่ผ่าน รากฐานของขุนนางอยู่ที่เมืองฮันยาง
แล้วฝ่าบาททรงมาสร้างเมืองใหม่
มิเท่ากับบั่นทอนฐานอำนาจของเหล่าขุนนางหรอกหรือ" "แต่มันก็น่าแปลก
ข้าดูสีหน้าท่านวันนี้ ทำไมรู้สึกเครียดนัก นี่หมายความว่าไง
แสดงว่าในใจท่าน มีเรื่องบางอย่าง ที่ไม่สามารถพูดได้หรือเปล่า" "หม่อมฉันไม่เข้าใจที่รับสั่ง" "
ท่านเป็นขุนนางเก่าก็จริง แต่ข้าเชื่อว่าเป็นคนสุจริตพอ ข้อนี้
คงไม่มีใครปฏิเสธ และท่านก็น่าจะเข้าใจดีว่า สิ่งที่ข้าทำ ไม่มีอะไรผิด
ท่านพูดถูกแล้ว ทุกวันนี้ ข้าต้องการสลายขั้วอำนาจทั้งหมด แต่ว่า
นี่ไม่ใช่การกลั่นแกล้ง สิ่งที่ข้าทำ เพื่อจะช่วยราษฎรที่ถูกขุนนางกดขี่
ให้ได้รับความเป็นธรรม" "ฝ่าบาท" "ข้าจะปฏิรูปการเมืองใหม่โดยเริ่ม
จากที่นี่ ถ้าจะพัฒนาโชซอนก็ต้องเน้นเกษตรและการค้า
หากจะมุ่งสองอย่างนี้ก็ต้องส่งเสริมให้ราษฎรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ที่นี่จะไม่มีการแบ่งพวก ไม่มีแก่งแย่งทางการเมือง
มีแต่พระราชาที่ห่วงใยราษฎร และขุนนางที่ตั้งใจทำงานเพื่อบ้านเมือง
โดยให้ที่นี่เป็นตัวอย่าง แล้วเมืองอื่นก็จะเจริญรอยตาม
ข้าจะทำให้บ้านเมืองของเราก้าวหน้ายิ่งกว่าต้าชิงด้วยซ้ำ
แต่นี่คงไม่ใช่เรื่องง่าย
ข้าจึงอยากขอความร่วมมือจากท่านมหาเสนาบดีซักครั้ง เพื่อให้งานนี้ลุล่วง
ข้าอยากถามท่านในฐานะพระราชา ข้าทำแบบนี้ ถือว่าผิดหรือเปล่า" เช้าวันรุ่งขึ้น ในพระราชพิธี พระพันปีเฮคยองทรงมีรับสั่งกับพระเจ้าจองโจน้ำตาคลอ "ขอบใจมากนะฝ่าบาท ที่แม่อดทนมานาน ก็เพื่อรอดูผลงานของเจ้าในวันนี้" "เสด็จแม่" "เจ้าสามารถล้างมลทินให้เสด็จพ่อที่ถูกปรักปรำในอดีต ตอนนี้ถึงให้แม่ตายก็ไม่เสียดายแล้ว รีบมาถวายการคำนับเร็วเข้า" "
พะยะค่ะเสด็จแม่ เสด็จพ่อ หม่อมฉันมาแล้ว หม่อมฉันคือลูกซาน
ทรงทอดพระเนตรอยู่หรือเปล่า หม่อมฉันได้สร้างเมืองใหม่
โฉมใหม่แห่งโชซอนตามเจตนาของเสด็จพ่อแล้ว" มินจูซีให้คนไปตามซอจังบูมาพบจนได้ เขาดีใจที่เห็นซอจังบู "มีธุระอะไร" "มีเรื่องหนึ่ง ข้าอยากได้คำตอบจากเจ้า" "คำตอบหรือ" "
ได้ยินว่าวันนี้จะมีการสับเปลี่ยนทหารที่เฝ้ายาม
จากกลางวันไปเป็นเวลากลางคืน จริงหรือเปล่า ส่วนชุดกลางคืน
ให้ไปเฝ้าวัดยงจู และอุทยานฮอนยงแทน" ซอจังบูอึกอัก "เอ่อ ใช่ แต่ว่าท่านรู้ได้ไง" "หึ แค่นี้แหละ ขอบใจที่บอก" "เดี๋ยว อย่าเพิ่ง ท่านจะทำอะไร" "บุญคุณของเจ้า ข้าจะไม่มีวันลืม ขอบใจอีกครั้ง" และ
ขณะที่พระเจ้าจองโจทรงเข้าไปสนทนากับเจ้าอาวาสวัด
พวกมินจูซีก็บุกเข้ามาเพราะไม่เห็นทหารยืนรักษาการณ์อยู่
มินจูซีคิดว่าซอจังบูเปิดทางให้แล้ว
แต่ปรากฎว่าคังซกกีเห็นความผิดปกติจึงสั่งทหารสู้
เทซูรีบทูลพระเจ้าจองโจให้ทรงหลบก่อน พวกลูกน้องมินจูซึทำงานล้มเหลวก็พากันหนี เทซูร้องบอก "ถ้าไม่อยากตาย วางอาวุธแล้วยอมแพ้ซะดีๆ จับมัดไว้ให้หมด" พระ
เจ้าจองโจทรงตรัสกับเทซูว่า "ไม่นึกว่าจะได้เจอท่านอีก
ข้ารอให้ท่านมาลอบทำร้ายซักครั้ง รู้มั้ยว่ารอนานแค่ไหนน่ะ
คนลงมือถูกจับหมดแล้ว รีบไปคุมตัวผู้บงการมาให้ข้า" "พะยะค่ะ" เทซูพาทหารไปจับเสนาขวาแชซกจู และเจ้ากรมปกครองโอแทจิก ส่วนคังซกกีไปจับเจ้ากรมอาญา และเจ้ากรมราชทัณฑ์ด้วย แต่ทั้งสี่หนีไปได้ "อะไรนะ พวกเขาหนีไปหมดหรือ" พระเจ้าจองโจทรงแปลกพระทัย "พะยะค่ะ คิดว่าคงจะไหวตัวทัน เลยหนีไปซะก่อน" "เฮ่ย ส่งทหารไปจับเดี๋ยวนี้ เข้าใจมั้ย ส่งทหารไปให้หมด ยังไงก็ต้องจับมาให้ได้" "พะยะค่ะ" เวลาต่อมาเทซูกลับมารายงานผลให้พระเจ้าจองโจทรงทราบ "
ส่งคนไปเฝ้าด่านตรวจและค้นหาในเมืองซูวอน เชื่อว่าพวกเขาคงหนีไปไม่ไกล
ภายในวันนี้ต้องจับกลับมาได้แน่ ทรงอภัยด้วยพะยะค่ะ
หม่อมฉันลืมจับตาคนพวกนี้ไว้" "ไม่หรอก ข้าเองก็ไม่คิดว่าพวกเขาจะกล้าลงมือ" แชจีคยอมทูลถามว่า "ฝ่าบาท หม่อมฉันขอทูลถาม เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ แล้วการแสดงในคืนนี้ให้เลื่อนไปมั้ยพะยะค่ะ" "
ไม่ ไม่จำเป็นต้องเลื่อน การแสดงกำลังพลเป็นพิธีสำคัญอย่างหนึ่ง
เพื่อแสดงศักยภาพของทหารให้ทุกคนได้ประจักษ์
ฉะนั้นจึงต้องมีต่อไปเหมือนเดิม ส่วนการตามหาพวกขุนนาง
ให้หน่วยอื่นไปรับผิดชอบ หน่วยพิทักษ์ราชย์
ให้เตรียมพร้อมสำหรับแสดงการต่อสู้คืนนี้ เข้าใจหรือเปล่า" เทซูน้อมรับ "พะยะค่ะ" เทซูออกมาก็คุยกับคังซกกีและซอจังบู และพากันแปลกใจเมื่อฟังความจากซอจังบู "หมายความว่า เป็นคำสั่งลับจากฝ่าบาท ให้ท่านทำแบบนี้น่ะหรือ" "ใช่ ถ้าพวกเขามีการวางแผนจริง คงอยากรู้เรื่องของหน่วยทหาร ข้าเลยแกล้งทำเนียนแสดงความไม่พอใจ" เทซูกับคังซกกีพากันโล่งอก ซอจังบูกล่าวต่อว่า "ทีแรกก็เล่นละครไปอย่างงั้น ไม่นึกว่าจู่ๆ มินจูซีจะมาหลงกลซะได้" "เจ้าก็เหลือเกิน อย่างน้อยน่าจะบอกเราก่อน รู้มั้ยข้ากับเทซูเป็นห่วงเจ้าแค่ไหนน่ะ" "เฮ่อๆๆ ถ้าบอกให้รู้ก่อน พวกมันก็ต้องรู้ทัน เพราะพวกเจ้าไม่รู้ มินจูซีถึงได้เชื่อไง" "เฮ่อๆๆ สรุปคือ ในที่สุดพวกมันก็หลงกล บุกเข้าวัดยงจู ตามที่เราคิดไว้หรือ" "ใช่ เอ่อ แต่ยังไง ข้าก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้" "อดห่วงไม่ได้ เรื่องอะไรอีกล่ะ" "รู้สึกว่า จะจับพวกเขาได้ง่ายเกินไป ถ้าวางแผนก่อการร้ายจริง น่าจะทำอะไรรอบคอบกว่านี้" "
โธ่เอ๊ย จับได้ก็ถือว่าดีแล้ว
ให้พวกมันวางแผนยังไงก็หนีไม่พ้นมือเราหรอกน่า เร็วเข้าไปดีกว่า
ใกล้ถึงเวลาแสดงแล้ว ข้าจะค่อยๆ เล่าให้ฟังว่าไปเจออะไรมาบ้าง เร็วเข้า ไป
บอกให้มาไง" การแสดงเริ่มแล้ว แชซกจูกับพวกขุนนางหลบอยู่ รอสถานการณ์ ขุนนางถามว่าเหตุการณ์ข้างนอกเป็นยังไงบ้าง แชซกจูบอกว่า "
เริ่มแสดงกำลังพลแล้ว อีกหนึ่งชั่วยาม ทุกอย่างก็จะจบ
เราปล่อยให้มินจูซีถูกจับ เชื่อว่าคงทำให้ฝ่าบาทชะล่าใจ
แล้วคนที่เราเตรียมไว้อีกส่วน ก็จะลงมือตามแผนทันที" ซอจังบูถามทหารว่างานถึงไหนแล้ว ทหารตอบว่า "การแสดงต่อสู้ที่กำแพงเมืองเพิ่งจะผ่านไปครับ" "ฮ่า งั้นอีกไม่นาน คงมีการดับไฟทั่วบริเวณนี้" "
ใช่ครับ ถ้ามีการดับไฟจริง เปิดเฉพาะข้างกำแพงคงจะดูอลังการ์มาก
แต่ทุกอย่างจะอยู่ในความมืด โดยเฉพาะป้อมนี้แล้วยิ่งใหญ่
เกิดอะไรขึ้นก็แทบไม่มีใครรู้" "เฮ่อๆ นั่นสิ ก็มันมืดนี่นา เอ่อ ว่าแต่ ทำไมเจ้ายังไม่ไปอีก มัวแต่พูดอยู่นั่นแหละ รีบไปเฝ้าประตูตะวันออกเร็วเข้า" "ประตูตะวันออก ที่นั่นมีทหารจาก 5 กองพลมาเฝ้าแล้วไม่ใช่หรือครับ" "งั้นหรือ เอ ไม่ใช่คนของเราหรือไง" ซอจังบูแปลกใจ "ไม่ใช่ครับ วันนี้ตอนฝ่าบาทไปถวายสักการะ ก็มีการสับเปลี่ยนเวรยามแล้วนี่" "อ้อ งั้นหรือ ข้าก็ลืมไป เฮ่อๆๆ เอ๊ะ เดี๋ยวก่อน เอ" ซอ
จังบูยังแปลกใจและคิดถึงคำพูดของมินจูซี
บวกกับเทซูที่บ่นว่าจับพวกคนร้ายได้ง่ายเกินไป
ทำให้ซอจังบูนึกบางอย่างแล้วก็ตกใจมากรีบไปหาพวกเทซูกับคังซกกีทันที
ซึ่งเทซูกำลังสั่งทหารว่าช่วงดับไฟให้ทุกคนระวังมากขึ้น "เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่ง เราถูกหลอกแล้ว พวกเราหลงกล" "หือ หลงกลอะไร ท่านเอาอะไรมาพูดน่ะ" "คนร้ายจะลงมือเวลานี้ต่างหาก ถือโอกาสที่เราชะล่าใจ พอดับไฟเมื่อไหร่ พวกมันก็จะลงมือทันที" คังซกกีตกใจ "ว่าไงนะ" จบ 75 ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน 76 ขณะ
ที่พระเจ้าจองโจกำลังทรงชื่นชมวาซองนั่นเองได้ถูกคนร้ายลอบปลงพระชนม์
เมื่อเทซูรู้เรื่องนี้แล้วก็มีคำสั่งให้ทหารองครักษ์สืบหาตัวคนร้ายให้ได้ จาก
นั้นเทซูก็รีบรุดไปถวายอารักขาพระเจ้าจองโจทันที
เมื่อเทซูเดินทางไปถึงวาซอง
ในขณะที่พระเจ้าจองโจกำลังทรงทอดพระเนตรดอกไม้ไฟอยู่นั่นเอง
พระองค์ก็ทรงรู้สึกว่ามีคนร้ายดักซุ่มอยู่
ทำให้พระเจ้าจองโจทรงเตรียมการรับมือคนร้าย
คนร้ายเข้าประชิดพระเจ้าจองโจทุกที
บรรดาทหารที่เฝ้ากำแพงเมืองถูกคนร้ายฆ่าตาย คนร้ายประชิดตัวพระเจ้าจอง
โจเข้ามาทุกที บรรดาขุนนางใหญ่ต่างรู้สึกว่าพระเจ้าจองโจกำลังทรงมีภัย
จากแผนถวายอารักขาพระเจ้าจองโจนั้นให้ทหารองครักษ์เฝ้าอารักขาอยู่ด้านนอก
ทำให้มีทหารที่อยู่ในงานไม่มากนัก
ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้พระเจ้าจองโจและบรรดาขุนนางใหญ่ต่างต้องพึ่งตนเอง ขณะ
ที่พระเจ้าจองโจและบรรดาขุนนางใหญ่กำลังตกอยู่ในอันตรายนั่นเอง
บรรดาทหารองครักษ์ภายใต้การนำของเทซูก็เข้ามาถวายอารักขาพระเจ้าจองโจ คน
ร้ายใช้ไม้ตายซึ่งอยู่ที่ดอกไม้ไฟชุดสุดท้าย
แต่เนื่องจากในเวลานี้ดอกไม้ไฟชุดสุดท้ายยังไม่ได้จุดขึ้นมา
ทำให้ท้องฟ้ามืดมิดไปหมด ทันใดนั้นเอง ดอกไม้ไฟชุดสุดท้ายก็ถูกจุดขึ้นมา
ในเวลานี้คนร้ายตกอยู่ในวงล้อมของทหารองครักษ์ เทซูตะโกนบอกคนร้ายว่า
ถ้าหากยังรักชีวิตก็ให้วางอาวุธ เมื่อบรรดาคนร้ายได้ยินเช่นนั้น
ก็พากันวางอาวุธ ทหารองครักษ์เห็นเช่นนั้นจึงพากันเข้าจับกุมคนร้าย เท
ซูและพวกพากันไปตรวจค้นที่พักของบรรดาขุนนางใหญ่ที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวพัน
กับคนร้าย ทำให้บรรดาขุนนางใหญ่ถูกจับกุมตัวไปทีละคน
แม้แต่แชซกจูก็ถูกเทซูควบคุมตัวกลับไปด้วย "สุดท้ายก็ต้องจบลงแบบนี้นะท่าน" พระเจ้าจองโจตรัส แชจีคยอมทูลว่า "ฝ่าบาท ต้องเสด็จกลับเมืองหลวงแล้วพะยะค่ะ" "ข้าคงต้องกลับไป เข้าเฝ้าพระหมื่นปีให้ดีซักครั้ง" เท
ซูเดินทางกลับวังหลวงก่อนเพื่อจับกุมตัวพระมเหสีจองซุน
เมื่อเทซูไปถึงห้องบรรทมของพระมเหสีจองซุน
พระมเหสีจองซุนกลับขัดขืนไม่ยอมให้เทซูจับกุมตัว "หยุดเดี๋ยวนี้ ข้าต้องการพบฝ่าบาท มีเรื่องบางอย่างจะทูลให้ทรงทราบ เพราะฉะนั้น" เทซูทูลว่า "อย่าเสียเวลาอีกเลย นึกว่าสิ่งที่ทำจะช่วยให้ผ่อนหนักเป็นเบาได้หรือ ยืนเฉยทำไม มัดนักโทษเอาไว้ก่อน" "
ปล่อยข้า พวกเจ้าบังอาจนัก ทำแบบนี้หมายความว่าไง
กล้าเสียมรรยาทต่อข้าเชียวหรือ ยังไงข้าก็เป็นพระหมื่นปี
บอกว่าจะพบฝ่าบาทไม่ได้ยินหรือไง" พระเจ้าจองโจทรงเสด็จมาถึง "ทุกคนถอยไป" "ฝ่าบาท" "ได้ยินว่ามีเรื่องจะรับสั่งงั้นหรือ ก็ได้ มีอะไรก็ว่ามา ไม่แน่ว่าการพบวันนี้ อาจเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับเราก็เป็นได้" พระหมื่นปีจองซุนคุกเข่าลง "หึ ได้โปรด เมตตาข้าซักครั้งได้ไหม" พระเจ้าจองโจทรงอึ้งไปนิด "พระหมื่นปี" "
ข้า เคยเป็นมเหสีของอดีตพระราชา ถ้าจะนับตามศักดิ์จริงๆ
ก็คือย่าของฝ่าบาทด้วย ฐานะอย่างข้าวันนี้ จะสามารถทำอะไรได้อีก
เพราะฉะนั้น ถือว่าปรานีข้าหน่อยเถอะนะ" "ไม่ หม่อมฉันคงทำไม่ได้ เพราะทุกวันนี้ ความเมตตาของหม่อมฉันเหลือน้อยเต็มที" "ฝ่าบาท" "ทุกอย่างควรจบได้แล้ว ที่สำคัญ โปรดอย่าเรียกร้องความเห็นใจด้วยวิธีนี้อีก" "หึ หึ ฝ่าบาท ไม่มีทาง หึ เรื่องยังไม่จบแค่นี้ จำไว้ ข้าจะไม่ยอมให้จบลงง่ายๆ" "ยืนเฉยทำไม คุมตัวนักโทษไปเร็ว" เทซูสั่งทหาร พระมเหสีโยอึยเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจ "ฝ่าบาท หม่อมฉันได้ยินว่า พระหมื่นปีถูกจับไปกรมอาญาหรือเพคะ" "
ข้าก็ไม่อยากให้เป็นแบบนี้ ที่แล้วมา ข้ารู้ว่านางทำอะไรไปบ้าง
แต่ก็ให้อภัยทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพราะไม่อยากให้ราชสำนัก
เกิดการเข่นฆ่าโดยไม่จำเป็นโดยเฉพาะกับผู้ใหญ่ด้วยแล้ว" "หึ ฝ่าบาท" "
องค์หญิงวาวานกับพระหมื่นปี ร่วมกันให้ร้ายเสด็จพ่อ
ทำให้เสด็จปู่ทรงเสียพระทัย จากโลกนี้ไปด้วยความรู้สึกผิดอยู่ตลอดเวลา
ต่อมา ข้าต้องออกคำสั่ง ให้เนรเทศองค์หญิงวาวานซึ่งเป็นป้าแท้ๆ พอมาวันนี้
ก็ต้องลงโทษพระหมื่นปีอีก นี่แหละคืออำนาจ สิ่งที่ทุกคนอยากได้นักหนา
มันคืออะไรกันแน่ ถึงทำให้มนุษย์ทั้งหลาย เข่นฆ่ากันเองได้ถึงเพียงนี้" พระมเหสีโยอึยทรงเห็นพระทัยยิ่งนัก "ฝ่าบาท" พระมเหสีโยอึยเข้าเฝ้าพระพันปีเฮคยอง ทรงตรัสว่า "
ใช่ ข้าเข้าใจความรู้สึกของฝ่าบาทในตอนนี้ดี
เขากำพร้าเสด็จพ่อตั้งแต่ยังเล็ก มีแผลในใจที่ยากจะลบล้างได้
จึงไม่อยากให้เรื่องน่าเศร้าเกิดขึ้นอีก ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน
คงไม่ต้องการจะเห็นการเข่นฆ่าในหมู่พระญาติอีกครั้ง" โชบีเข้ามา "พระมเหสี หม่อมฉันยางซังกุงเพคะ" "เข้ามา" "พระมเหสี หม่อมฉันได้ข่าวมา จะมีการไต่สวนนักโทษที่กรมอาญาเพคะ" "เสด็จแม่เพคะ" พระพันปีเฮคยองทรงถอนพระทัย ที่กรมอาญาแชจีคยอมทูลพระเจ้าจองโจ "จะเริ่มการไต่สวน ผู้ต้องหาทั้งหมดที่ถูกจับมาแล้วพะยะค่ะ" "ใครผิดก็ว่าไปตามผิดนั่นแหละ เรื่องนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความค้างคาใจ ต้องไต่สวนอย่างเป็นธรรมเข้าใจหรือเปล่า" "พะยะค่ะ น้อมรับพระบัญชา หึ" พวกขุนนางพากันร้อนรน แชซกจูกล่าวกับทุกคนว่า "
ทุกคน ขอให้จำคำพูดข้าไว้ แม้ว่าสุดท้ายเราอาจตายหมด แต่ว่า
รากฐานที่เราสร้างมา เป็นเวลานับร้อยปีนั้น จะพังทลายไม่ได้
ฉะนั้นไม่ต้องกลัว มีแค่ทางเดียว ทางนี้เท่านั้น
ที่จะให้เราตายอย่างภาคภูมิได้" ขุนนางตกใจ "หา ท่าน ใต้เท้า" ขณะที่พวกขุนนางที่อยู่ข้างนอกก็ไม่สบายใจ ปรึกษากับชางแทวูว่า "ใต้เท้า เรื่องนี้ท่านจะไม่ทำอะไรบ้างหรือครับ" "มันไม่ได้เกี่ยวเฉพาะคนที่ถูกจับนะครับใต้เท้า ขืนเป็นแบบนี้ ฝ่ายขุนนางเก่าอย่างเรา" ชางแทวูกล่าวว่า "ถ้าจะมาเกลี้ยกล่อมข้าก็คงผิดแล้ว" "ใต้เท้า" "
นอกจากเป็นขั้วอำนาจเก่า เรายังเป็นขุนนางด้วย
ทำไมถึงได้ปกป้องคนที่ทำผิดคิดร้ายต่อฝ่าบาทถึงเพียงนี้
ถ้าพวกเขาคิดกบฎจริงก็ต้องรับกรรมตามที่ก่อ ฉะนั้น
ถ้าให้ข้าได้ยินคำพูดแบบนี้อีก จะไปทูลให้ฝ่าบาททรงทราบ เข้าใจมั้ย" แม้
เหล่าขุนนางจะถูกทรมาณอย่างแสนสาหัสก็ไม่มีใครพาดพิงถึงพระหมื่นปีจองซุนว่า
มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ก่อการกบฏเป็นอันขาด
พระเจ้าจองโจทรงได้รับรายงานจากนัมซาโชว่าไม่มีขุนนางคนใดให้การว่าพระหมื่น
ปีจองซุนเป็นผู้บงการเกี่ยวข้องกับผู้ก่อการกบฏ
เมื่อเป็นเช่นนี้พระเจ้าจองโจจึงทรงเสด็จไปที่คุกหลวงเพื่อพบพระหมื่นปีจอง
ซุนด้วยพระองค์เอง "ยอมรับผิดจะดีกว่าหรือเปล่า อย่างน้อยที่สุด
ก็ยังได้ช่วยชีวิตพวกเขาไว้บ้าง สิ่งที่หม่อมฉันต้องการ
คือความจริงและการสำนึกผิด ตอนนี้ยังไม่สาย ถ้าพระหมื่นปียอมเผยความจริง
หม่อมฉันจะลดโทษ ให้พระนางและทุกๆ คน" "ลดโทษหรือลงโทษยังไงกัน
ปลดเป็นสามัญชน และให้ไปอยู่ข้างนอกใช่ไหม ไม่ นั่นไม่ใช่การลดโทษ
ชีวิตข้าจะมีความหมายก็ต่อเมื่อ อยู่ในฐานะพระหมื่นปีของประเทศนี้
นอกเหนือจากนี้แล้ว ถึงให้ข้าอยู่ต่อก็ไม่มีความหมายอะไร" "แสดงว่า คนอื่นจะตายก็ช่างเขา เพื่อรักษาอำนาจไว้ ถึงให้คนอื่นเป็นแพะรับบาป ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญหรือไง พระหมื่นปี" "
ใช่ ข้าคิดอย่างงั้น และจะทำอย่างที่คิดด้วย ถ้าเสียสละพวกเขายังไม่พอ
ถึงมีคนตายมากกว่านี้ ข้าก็ต้องอยู่ต่อให้ได้ และเพื่อออกจากที่นี่แล้ว
ข้าพร้อมจะแลกด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้มีอำนาจ
กลับสู่ฐานะเดิมของตัวเอง เพราะฉะนั้น ข้าไม่มีอะไรจะพูดกับฝ่าบาทอีก
เชิญกลับไปซะดีกว่า" "สุดท้ายแล้วพระหมื่นจะได้อะไรบ้าง
เท่ากับอยู่บนกองเลือดของผู้คน ชีวิตแบบนี้จะมีความภาคภูมิใจได้หรือ
เพื่อให้ขั้วอำนาจเก่ายังอยู่ เพื่อที่ว่าซักวัน สองมือของพระหมื่นปี
ยังจะได้กุมอำนาจอีกครั้งหรือ หม่อมฉันเชื่อว่าต้องเสียพระทัยแน่
ซักวันพระหมื่นปีจะเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ ในวันที่ทุกอย่าง
กลายเป็นอากาศธาตุที่ไม่มีความหมาย ถึงตอนนั้นจะทรงเสียพระทัยว่า
ความโลภที่ไม่มีวันสิ้นสุด ได้ฆ่าพระหมื่นปีและคนรอบข้างไปขนาดไหน" แชจีคยอมเตรียมจะลงโทษประหารเหล่าขุนนาง พระหมื่นปีจองซุนทรงทราบก็ทรงหัวเราะและร้องไห้ออกมา เทซูทูลพระเจ้าจองโจถึงพระหมื่นปีจองซุนว่า "แล้วพระหมื่นปี จะทรงลงอาญายังไงพะยะค่ะ ฝ่าบาท" "
พระหมื่นปี จะอยู่กับความทุกข์ ตลอดชั่วชีวิตของนาง ไม่ใช่
หรือแม้แต่สิ้นพระชนม์แล้ว ประวัติศาสตร์ก็ยังจะจารึก ความผิดที่นางก่อไว้
ฉะนั้นถึงข้าจะตัดสินโทษยังไง คงไม่มีความหมายอีก ข้ามานึกดูอีกที
คนที่น่าสงสารจริงๆ ก็คือพระหมื่นปีนี่แหละ ถึงเราปล่อยนางไว้
ไม่ว่าจะเป็นหรือตายยังไง บาปที่นางก่อไว้ก็ต้องให้ชดใช้อยู่ดี หึ" "ฝ่าบาท ได้เวลาประชุมแล้วพะยะค่ะ" นัมซาโชทูล "รู้แล้ว ข้าจะไปเดี๋ยวนี้" "พะยะค่ะ" "ข้าคงต้องไปซะที ไปทำในสิ่งที่พระราชา ควรทำต่อไป หึ" เวลานั้นพระหมื่นปีจองซุนทรงเป็นลม ทำเอาพวกซังกุงพากันตกใจร้องเรียก "ว้าย พระหมื่นปีๆ ฮือๆๆ พระหมื่นปี ฮือๆๆ พระหมื่นปี ฮือๆๆ พระหมื่นปี ฮือๆๆ" ชางแทวูไปสั่งให้นายอำเภอปล่อยชาวบ้านที่ถูกขังทั้งหมด "ทำไมต้องบังคับให้ข้าปล่อยพวกเขา ช่วยบอกเหตุผลหน่อยได้ไหม" "
ได้ยินว่าพวกเขาถูกจับเพราะเก็บเกี่ยวไม่พอส่งให้ทางการ
แต่ก่อนหน้านี้ทางการมีประกาศจะไม่เก็บส่วยประเภทนี้อีก
แล้วทำไมท่านเป็นนายอำเภอแท้ๆ ยังกล้าจับชาวบ้านโดยพละการ
แถมยังยึดทรัพย์ของพวกเขาไว้อีก" "ข้าไปยึดทรัพย์เมื่อไหร่ ท่านอย่ามาพูดส่งเดชนะ" "อะไรนะ ยังกล้าเถียงอีกหรือนี่" "
จริงๆ นี่ไม่ใช่ธุระของท่านซักหน่อย
ข้าเป็นนายอำเภอสามารถจัดการทุกอย่างในเขตนี้
อีกอย่างท่านก็ออกจากราชการ,ไม่มีตำแหน่งอะไรอีกแล้ว ฉะนั้น
ถ้าไม่มีอะไรจะทำ ก็เชิญกลับบ้านดีกว่านะท่าน "บังอาจนัก เจ้ากล้าใช้วาจาสามหาวกับข้าเชียวหรือ" ชางแทวูโกรธมาก "พวกเจ้าทำอะไร ไม่รีบไปส่งใต้เท้าอีก" จาก
นั้นนายอำเภอก็รีบไปปรึกษากับขุนนางอีกทาง
พร้อมนำสินน้ำใจไปให้หวังให้ช่วย
พอดีชองยายงซึ่งมาในฐานผู้ตรวจการณ์จับทั้งสองได้และสั่งให้พาตัวกลับไปไต่
สวนที่เมืองหลวง จากนั้นชองยายงก็ไปพบชางแทวู "ใต้เท้าสบายดีหรือเปล่าครับ" "ทำไมเจ้าเป็นผู้ตรวจการณ์มาถึงเมืองนี้ได้ล่ะ" "
เพราะมีข่าวขุนนางท้องถิ่นสมคบขุนนางจากเมืองหลวง กดขี่ข่มเหงราษฎร
ฝ่าบาททรงเป็นห่วงเรื่องนี้ จึงให้ข้ามาดูว่าจริงหรือเปล่าน่ะครับ
โดยเฉพาะนายอำเภอที่จับได้วันนี้ ได้ยินว่าชอบเสียมรรยาทต่อท่านนัก
กลับไปข้าจะลงโทษให้หนัก ท่านไม่ต้องห่วงนะครับ" "หึๆๆ ช่างเถอะ
ลงโทษคนพวกนี้ ว่าไปตามกระบวนกฎหมายก็พอ ขอเพียงกฎหมายศักดิ์สิทธิ์
คนถ่อยก็จะไม่กล้าหืออีก จริงสิ แล้วราชสำนักเป็นไงบ้าง
ได้ยินว่าฝ่าบาททรงริเริ่มโครงการอีกหลายอย่างงั้นหรือ" "ใช่ครับ
พักก่อนได้สังคายนาระบบโทษทัณฑ์ใหม่ ทหาร 5 กองพลถูกยกเลิก
รวมเข้ากับหน่วยอารักขาในวังหลวง ทุกวันนี้ฝ่าบาท
กำลังวางระบบชลประทานรอบป้อมฮวาซองให้ถูกแบบแผนน่ะครับ" เวลานั้นเชกากำลังทูลพระเจ้าจองโจว่า "นี่คือลำธาร ที่เชื่อมต่อไปยัง ซงจู ชื่อ จินมกชุน พะยะค่ะ" "ใช่ นอกจากเป็นทางยาวแล้วยังน้ำไหลแรง หากจะทำฝายกั้นน้ำแถวนี้ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเพาะปลูกไม่น้อย" "ถูกแล้วพะยะค่ะ ทางเมืองซงจูได้ดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าไม่เกินสองเดือนน่าจะเสร็จ" "และเมื่อสำเร็จแล้ว ต่อให้หน้าแล้งก็ไม่กระทบต่อการเพาะปลูก ชาวบ้านคงได้หมดห่วงซะที" นัมซาโชทูล "ฝ่าบาท ต้องเสด็จกลับวังแล้วพะยะค่ะ จะมีพิธีเลื่อนยศให้ทหาร ต้องเสด็จกลับไปเตรียมตัวก่อน" "ก็ได้ ถ้าอย่างงั้น เราก็รีบกลับเถอะ" ทุกคนคำนับ "พะยะค่ะฝ่าบาท" ใน
ตลาด ดัลโฮไปหาช่างตีกระบี่ เพื่อซื้อกระบี่พยัคฆ์ลำพอง
เพื่อเป็นของขวัญให้เทซูที่เขาจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นแม่ทัพ
ซอจงบูกับคังซกกีและทหารคนอื่นพากันมาแสดงความยินดีกับเทซู "เจ้าได้เลื่อนเป็นแม่ทัพหน่วยพิทักษ์ราชย์ ยินดีด้วยนะ" "นั่นสิ บอกตรงๆ ว่าไม่มีใครเหมาะกับตำแหน่งนี้ยิ่งกว่าเจ้าอีก ยินดีด้วยนะเทซู อ้อ ไม่ใช่ ท่านแม่ทัพ เฮ่อๆๆ" "เฮ่อๆๆ ขอบคุณมาก ว่าแต่ พวกท่านก็ได้เลื่อนตำแหน่งเหมือนกันไม่ใช่หรือ" "ใช่ เขาเป็นนายกองทหารหลวง ส่วนข้าเป็นหัวหน้าองครักษ์" คังซกกีว่า ซอจังบูเตือนว่า "เฮ่ย อย่าพูดเลย ผู้ใหญ่ยังกำชับมาอีก ให้ข้าเป็นครูฝึกทหาร ทีนี้ล่ะภาระหนักอึ้งเชียว เฮ่ย" "ฟังพูดเข้า จะอวดก็บอกมาเถอะ" คังซกกีแซว ซอจังบูทำขึงขัง "บังอาจ ใครว่าข้าอวด ต่อไปนี้ พูดอะไรต้องเกรงใจข้าบ้างนะ" "อะไรนะ" "เพราะอีกหน่อย ข้าจะได้เลื่อนตำแหน่งอีก ฮ่าๆๆ" ซอจังบูหลุดหัวเราะ ทำให้คังซกกีกับเทซูพลอยหัวเราะตาม ปาร์คยองมุนสั่งให้ทุกคนเข้าร่วมงานสำคัญ ลีชองคุยกับช่างเขียนตั๊กอย่างดีใจว่า "ดูซิ น้องเทซูของข้า ไม่ใช่ ใต้เท้าปาร์คเทซู ในที่สุดก็ได้เป็นทหารขั้นสองแล้ว ฮ่าๆๆ" "น่าอิจฉาเจ้า มีที่พึ่งเป็นคนใหญ่คนโตซะแล้ว" "เฮอะ แน่นอน อีกหน่อยจะถึงตาข้าเลื่อนตำแหน่ง เป็นหัวหน้าศูนย์ศิลปะแห่งนี้บ้าง" "อะไรนะ" มีซูแทรกว่า "ช่างเขียนลี จริงหรือคะ ท่านได้เลื่อนเป็นหัวหน้า แล้วใต้เท้าปาร์คจะปลดเกษียณแล้วหรือไง" "แน่นอน เขาทำงานมานาน ถึงจะพักก็ไม่เห็นแปลกนี่" "ถ้าท่านได้เลื่อนตำแหน่งจริง ไม่คิดว่าเร็วไปหน่อยหรือคะ" "นั่นสิ ข้าก็ว่าเร็วไป" "เร็วที่ไหน คนอื่นยังเลื่อนได้เลย จริงมั้ยคะใต้เท้าลี" "แน่นอน ข้าบอกพี่ดัลโฮให้ช่วยติดต่อไว้แล้ว ต่อไปถ้าใครอยากเจริญก้าวหน้า ก็ต้องทำตัวให้ว่านอนสอนง่าย เข้าใจหรือเปล่า" โยจินถามอย่างไม่อยากเชื่อ "จริงหรือคะ คนที่จะได้เลื่อนตำแหน่ง ไม่ใช่ช่างเขียนตั๊ก แต่เป็นท่านหรือ" ลีชองยืนยัน "ใช่ ต้องเป็นข้าก่อน" "ว้าย ไม่น่าเชื่อ ยินดีด้วยนะคะ ดีใจจังเลย หึๆๆ" ช่างเขียนตั๊กไม่ยอม "โยจิน เจ้าอย่าหลงเชื่อเขา ต้องเป็นข้าต่างหาก เป็นข้า" "อะไรนะ เจ้าน่ะหรือ" "เจ้าจะเก่งกว่าได้ไง" "ปล่อยนะ ใช้กำลังหรือ ข้าไม่ยอมแพ้หรอกนะ ฮึ่ม ข้าต้องเก่งกว่าเจ้า สวรรค์ลิขิตไว้แล้วรู้ไว้ด้วย ฮ่าๆๆ" "ฝันไปเถอะ" ในพิธีการ แชจีคยอมเรียกคังซกกี ซอจังบูและเทซูให้ก้าวมาข้างหน้า พระเจ้าจองโจทรงตรัสว่า "
นับแต่นี้พวกเจ้า คือหัวหน้าทหารหลวง หัวหน้าองครักษ์ และสุดท้าย
หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ราชย์ ตั้งแต่วันนี้ไป ไม่เพียงแต่ความปลอดภัยของข้า
แม้แต่เชื้อพระวงศ์และความมั่งคงปลอดภัยของบ้านเมือง
ก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจในการทำงานของพวกเจ้า" ทั้งสามน้อมรับ "พะยะค่ะฝ่าบาท" เทซูกล่าวก่อนว่า "เราขอถวายคำมั่น ตราบใดที่ยังอยู่ เป็นทหารแห่งเมืองโชซอน จะตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด" ซอจังบูกับคังซกกี "เช่นกันพะยะค่ะ" "
ทหารทุกคนจงฟังให้ดี นับแต่วันนี้ไป พวกเจ้าคือกำลังสำคัญ
เป็นเกราะคุ้มกันประเทศของเรา เพราะฉะนั้น ในฐานะข้าราชบริพาร
ขุนนางบู๊แห่งโชซอน ขอให้จงมีความกล้า และทำงานด้วยความซื่อสัตย์" "พะยะค่ะรับด้วยเกล้า" เทซูนำหนังสือแต่งตั้งไปบอกพระสนมซองซงยอน "ทรงเห็นมั้ยพะยะค่ะ นี่คือหนังสือแต่งตั้งให้หม่อมฉันเป็นแม่ทัพ หม่อมฉันอยากให้พระสนม ได้ทอดพระเนตรเป็นคนแรก" จบ 76
เครดิต : oknation.net/blog/lakorn
|